สื่อนอกตีข่าว! ยักษ์พลังงาน Adnoc เล็งถือหุ้นโรงกลั่น “เครือปตท.” ป้อนน้ำมันดิบเข้าไทย

สื่อต่างชาติตีข่าว! Adnoc ยักษ์ใหญ่พลังงานแห่งอาบูดาบี ซุ่มเจรจาเข้าถือหุ้นโรงกลั่นในเครือ PTT ของไทย และ Dangote ในแอฟริกา หวังสรุปดีลสิ้นปีนี้ เพื่อล็อกตลาดรองรับน้ำมันดิบ พร้อมกระจายฐานผลิตลดความเสี่ยงจากวิกฤตความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ย.69) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (Abu Dhabi National Oil Co.) หรือ Adnoc อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าลงทุนในกิจการโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในประเทศไทยและทวีปแอฟริกา เพื่อสร้างหลักประกันด้านตลาดรองรับน้ำมันดิบ พร้อมขยายธุรกิจการค้าเชื้อเพลิงในระดับสากล

บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างบุคคลที่รับทราบเรื่องดังกล่าวว่า Adnoc กำลังเจรจาเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันที่ดำเนินงานโดยบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยข้อตกลงอาจครอบคลุมสัญญาจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่น รวมถึงเปิดทางให้ Adnoc นำผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นดังกล่าวไปจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้ารายอื่น

ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ เนื่องจากเป็นการหารือที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ข้อตกลงอาจประกาศอย่างเป็นทางการได้ภายในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจายังไม่มีข้อสรุป

นอกจากการลงทุนในประเทศไทยแล้ว Adnoc ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม Dangote เพื่อเข้าถือหุ้นในกิจการโรงกลั่นของกลุ่มในประเทศไนจีเรีย โดยบริษัทซึ่งก่อตั้งโดย นายอาลิโก ดันโกเต (Aliko Dangote) มหาเศรษฐีชาวไนจีเรีย เป็นผู้ดำเนินงานโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และยังมีแผนก่อสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่ทางตะวันออกของทวีปอีกด้วย

ด้านผู้บริหารระดับสูงของ Dangote เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย แต่ปฏิเสธให้ความเห็นเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับ Adnoc ขณะที่ Adnoc และ PTT ยังไม่ได้ตอบรับคำขอแสดงความคิดเห็นจากบลูมเบิร์ก

การสร้างฐานธุรกิจโรงกลั่นในต่างประเทศถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญของ Adnoc หลังจากที่ผ่านมา บริษัทพึ่งพาโรงกลั่น Ruwais ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงไปยังตลาดทั่วโลก

ปัจจุบัน Adnoc อยู่ระหว่างพิจารณาธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีผู้รับซื้อน้ำมันดิบของบริษัท รวมถึงน้ำมันดิบที่จัดหาจากแหล่งอื่น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจการค้า ขณะที่สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการกระจายฐานปฏิบัติการออกไปนอกอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับโรงกลั่นในประเทศไทยที่สามารถรองรับการกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนัก ถือว่ามีความเหมาะสมกับเกรดน้ำมันดิบจากแปลงสัมปทานนอกชายฝั่งของอาบูดาบี ขณะเดียวกัน ฝ่ายการค้าของ Adnoc ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากประเทศอื่น เช่น อิรัก เพื่อส่งมอบให้แก่โรงกลั่นในประเทศไทยได้ด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจระหว่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ Adnoc ภายหลัง XRG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เข้าซื้อสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา แอฟริกา และเอเชียกลาง รวมถึงเข้าซื้อกิจการ Covestro AG ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ของเยอรมนี

ขณะที่ Adnoc Distribution ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออีกแห่งหนึ่ง บรรลุข้อตกลงซื้อธุรกิจสถานีบริการน้ำมันของ Shell ในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ด้าน Saudi Aramco คู่แข่งสำคัญในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลาง มีการลงทุนจำนวนมากในโรงกลั่นต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว ทั้งโรงกลั่น Motiva ในสหรัฐอเมริกา และการถือหุ้นในโรงกลั่นหลายแห่งของจีน ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกน้ำมันไปยังหนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชีย

นอกจากนี้ Adnoc ยังสนใจขยายเข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำในอินเดีย หลังจากความพยายามในอดีตยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเมื่อปี 2561 บริษัทเคยร่วมกับ Saudi Aramco เจรจาซื้อหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของ Reliance Industries แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

ส่วนการลงทุนในโรงกลั่นแห่งใหม่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา อาจครอบคลุมถึงการเข้าถือหุ้นในโครงการท่อส่งน้ำมันดิบ ซึ่งจะเชื่อมโยงโรงกลั่นแห่งใหม่ในเมืองลามูกับแหล่งน้ำมันทางตอนเหนือของเคนยา

ก่อนหน้านี้ Adnoc เคยซื้อน้ำมันดิบจากประเทศในแอฟริกา รวมถึงไนจีเรีย เพื่อนำมาทำการค้า ตลอดจนจำหน่ายน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลให้แก่ประเทศต่าง ๆ อาทิ เคนยาและเอธิโอเปีย

ทั้งนี้ Adnoc เป็นบริษัทพลังงานและน้ำมันแห่งชาติของรัฐอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อตั้งเมื่อปี 2514 และมีรัฐบาลอาบูดาบีเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจรขนาดใหญ่ของโลก

ปัจจุบัน Adnoc มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 11,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ ทั้งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกและนอกชายฝั่ง ธุรกิจกลางน้ำ ซึ่งครอบคลุมการขนส่ง การกักเก็บ และก๊าซธรรมชาติเหลว ตลอดจนธุรกิจปลายน้ำ ได้แก่ โรงกลั่น ปิโตรเคมี การค้าน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน

บริษัทมีเครือข่ายบริษัทในเครือมากกว่า 16 แห่ง อาทิ Adnoc Drilling ผู้ให้บริการขุดเจาะรายใหญ่ในตะวันออกกลาง, Adnoc Distribution ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและค้าปลีก, Adnoc Gas ซึ่งดูแลธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกก๊าซธรรมชาติ รวมถึง Adnoc Logistics & Services หรือ Adnoc L&S ผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ทางทะเล

ด้านยุทธศาสตร์ระยะยาว Adnoc ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2588 ควบคู่การลงทุนในพลังงานสะอาด ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวและปิโตรเคมี ผ่านการเข้าซื้อกิจการและการร่วมทุนกับบริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลก

นอกจากนี้ Adnoc ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการดำเนินงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลการขุดเจาะ การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ตลอดจนการประเมินความปลอดภัยในการผลิต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยกระดับองค์กรสู่บริษัทพลังงานยุคใหม่

Back to top button