KKPS ชู DELTA เด่น รับ “GPT-6 Astra” ดันดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน AI เคาะเป้า 340 บาท

บล.เกียรตินาคินภัทร มอง GPT-6 Astra เร่งพัฒนา AI จากการตอบคำถามสู่การทำงานแบบอัตโนมัติ หนุนปริมาณงานและความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ชู DELTA เด่นพร้อมแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 340 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย เมื่อวันที่ 7 ก.ย.69 ว่า การเปิดตัว GPT-6 Astra ของ OpenAI ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จากเดิมที่มุ่งตอบคำถาม ไปสู่ความสามารถในการดำเนินงานและทำภารกิจต่าง ๆ ได้มากขึ้น

GPT-6 Astra แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีนัยสำคัญในด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานระดับมืออาชีพ รวมถึงสามารถดำเนินกระบวนการทำงานที่มีความยาวและซับซ้อนผ่านซอฟต์แวร์และเครื่องมือต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

แม้ Astra จะไม่ได้เป็นผู้นำในทุกเกณฑ์วัดประสิทธิภาพ แต่ฝ่ายวิจัยมองว่า การเปิดตัวโมเดลดังกล่าวสะท้อนพัฒนาการอีกขั้นของ Agentic AI ซึ่งช่วยให้โมเดลสามารถทำงานได้มากขึ้น โดยลดการแทรกแซงจากมนุษย์

ทั้งนี้ Agentic AI มีศักยภาพเพิ่มปริมาณงานด้าน AI อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแตกต่างจากแชตบอตแบบดั้งเดิม ซึ่งคำสั่งหนึ่งรายการมักสร้างคำตอบเพียงหนึ่งครั้ง ขณะที่ AI Agent สามารถใช้เหตุผล ค้นหาข้อมูล ใช้ซอฟต์แวร์ ตรวจสอบความถูกต้องของงาน และทำกระบวนการดังกล่าวซ้ำจนกว่าภารกิจจะเสร็จสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้ คำสั่งจากผู้ใช้งานเพียงหนึ่งครั้งจึงอาจก่อให้เกิดการประมวลผลและการดำเนินงานของ AI หลายรายการ ซึ่งมีโอกาสทำให้ปริมาณงานด้าน AI ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้น และส่งผลบวกต่อความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม Astra ยังแสดงให้เห็นว่า AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอาจใช้จำนวนโทเคนน้อยลงและมีต้นทุนต่อภารกิจลดลง จึงนำไปสู่ประเด็นสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน AI ว่า ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอาจช่วยลดกำลังประมวลผลที่จำเป็นต่อการใช้งานในระดับเดิม ขณะที่ต้นทุนที่ลดลงและความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดการใช้งานในวงกว้างมากกว่าเดิม

ดังนั้น ทิศทางความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับว่า ปริมาณงานจากการใช้งาน AI หรือประสิทธิภาพของโมเดล ปัจจัยใดจะขยายตัวเร็วกว่ากัน

หากการเติบโตของปริมาณงานจาก Agentic AI สูงกว่าประโยชน์ที่เกิดจากประสิทธิภาพของโมเดลที่ดีขึ้น ฝ่ายวิจัยประเมินว่า บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จากความต้องการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การเปิดตัวสถาปัตยกรรมชิป Vera Rubin ยังมีแนวโน้มเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเพิ่มเติมให้แก่ DELTA ในปี 2570 เนื่องจากบริษัทมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการระบบพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI

ส่วน บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA มีโอกาสได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการฟื้นตัวของวัฏจักรธุรกิจแผงวงจรพิมพ์และการประกอบชิ้นส่วน หรือ PCBA รวมถึงธุรกิจรับจ้างประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรือ OSAT ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงโดยตรงกับธีม AI ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า DELTA ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมยังเป็นไปอย่างล่าช้า

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยจึงให้น้ำหนัก DELTA เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย และเลือก DELTA มากกว่า HANA โดยแนะนำ “ซื้อ” DELTA ราคาเป้าหมาย 340 บาท ขณะเดียวกันแนะนำ “ซื้อ” HANA ราคาเป้าหมาย 42 บาท

Back to top button