เปิดเมกะโปรเจกต์น้ำ 1.65 แสนล้าน! จ่อประมูลปี 70 ปลุกหุ้นรับเหมา CK-STECON เด่น

ครม.ไฟเขียวโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท จ่อเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างปี 2570 บล.เอเซีย พลัส มองบวกหุ้นรับเหมา ชู CK-STECON เด่นรับโอกาสงานใหญ่ ก่อนส่งต่ออานิสงส์สู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างในระยะถัดไป


การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐมีแนวโน้มกลับมาเป็นหนึ่งในธีมสำคัญของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินลงทุนรวมประมาณ 165,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นโครงการยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ของประเทศแล้ว ยังอาจกลายเป็นแหล่งงานใหม่ระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างทางผันน้ำสายใหม่จากพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนออกสู่อ่าวไทยโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ขณะเดียวกันยังเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำสำหรับรองรับฤดูแล้ง ตลอดจนเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภคในระยะยาว

ทั้งนี้ ภาครัฐประเมินว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยลดพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำอีกประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี

สำหรับกรอบการดำเนินงาน เบื้องต้นกำหนดศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการในปี 2569 ก่อนเริ่มก่อสร้างระยะที่ 1 ในปี 2570 ส่วนช่วงปี 2571-2573 จะเข้าสู่งานก่อสร้างคลองระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และการจัดหาที่ดิน จากนั้นช่วงปี 2574-2576 จะก่อสร้างโครงสร้างหลักและทดสอบระบบบริหารจัดการน้ำ ก่อนเปิดใช้งานโครงการเต็มรูปแบบในปี 2577

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การอนุมัติโครงการดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยนอกจากประโยชน์ด้านการลดผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว เม็ดเงินลงทุนกว่า 1.65 แสนล้านบาทยังมีโอกาสสร้างแรงส่งต่อการลงทุนภาคก่อสร้างในระยะกลางถึงยาว

ฝ่ายวิจัยประเมินว่า กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงในลำดับแรกคือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากโอกาสเข้าร่วมประมูลงานโยธาขนาดใหญ่และการทยอยรับรู้มูลค่างานเข้าสู่ Backlog ในอนาคต โดยหุ้นที่คาดว่าจะมีศักยภาพรับงานเด่น ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ เนื่องจากมีประสบการณ์และศักยภาพรองรับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ขณะที่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD มีโอกาสได้รับประโยชน์เช่นกัน จากความเชี่ยวชาญด้านงานดิน งานโยธา และระบบระบายน้ำ ซึ่งมีความสอดคล้องกับลักษณะงานของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ ความชัดเจนของแหล่งเงินทุน กระบวนการจัดหาหรือเวนคืนที่ดิน ตลอดจนกำหนดการเปิดประมูลงานแต่ละสัญญา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดจังหวะที่เม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐจะเปลี่ยนเป็นงานในมือของบริษัทรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

หากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผนและเริ่มเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2570 ฝ่ายวิจัยมองว่ากลุ่มรับเหมาจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ ก่อนส่งผ่านไปยังธุรกิจวัสดุก่อสร้างตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความต้องการปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงการก่อสร้าง

ในเชิงกลยุทธ์ บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองเชิงบวกต่อโครงการดังกล่าวในฐานะปัจจัยสนับสนุนธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะกลางถึงยาว โดยให้น้ำหนัก CK และ STECON จากโอกาสเข้ารับงานโดยตรง ขณะที่ SCC, SCCC และ TPIPL เป็นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในลำดับถัดไปตามรอบการใช้วัสดุก่อสร้าง

ทั้งนี้ ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของหุ้นที่เกี่ยวข้องจะอยู่ที่ความคืบหน้าของการเปิดประมูล ความชัดเจนด้านแหล่งเงินทุน และการลงนามสัญญาก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ตลาดสามารถประเมินมูลค่างานที่จะเข้าสู่ Backlog ของผู้รับเหมาแต่ละรายได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการเวนคืนหรือจัดหาที่ดิน รวมถึงขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจทำให้กรอบการก่อสร้างและการส่งผ่านประโยชน์ไปยังภาคเอกชนล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้

Back to top button