ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) วันนี้ (6 พ.ย. 69) มีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยคาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480-1,510 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,523.06 จุด ลดลง 1,833.06 จุด หรือ 3.44% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.73 จุด ลดลง 334.89 จุด หรือ 4.36% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,315.00 จุด ลดลง 1,421.52 จุด หรือ 5.52% นับเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบ 19 เดือน และเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิค หลังหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปถูกเทขายอย่างหนัก
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความกังวลว่าพรรคเดโมแครต ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภา อาจผลักดันมาตรการควบคุมธุรกิจ AI และการลงทุน Data Center ที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน หลังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ หรือ 2.72% ปิดที่ 90.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 3.67 ดอลลาร์ หรือ 3.88% ปิดที่ 98.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 40.50 ดอลลาร์ หรือ 1% ปิดที่ 4,113.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย CGSI มองว่า แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นบางกลุ่ม แต่แรงขายหุ้นเทคโนโลยีในตลาดโลกยังเป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของดัชนี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, KCE, HANA และ CCET ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor ต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน CGSI แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม Bond Yield ปรับตัวลดลง ประกอบด้วย กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ GPSC และ BGRIM กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ AP และ SPALI รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ MTC และ SAWAD เนื่องจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามทิศทางหุ้นกลุ่ม Semiconductor ในตลาดโลก ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
สำหรับหุ้นเด่น CGSI แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD จากระดับมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ประมาณ 1.19 เท่าในปี 2569 พร้อมคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโตเฉลี่ย 6-10% ในช่วงปี 2569-2571 จากแนวโน้มสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราการตั้งสำรองหนี้สูญที่คาดว่าจะทรงตัว โดยกำหนดจุดขายทำกำไร (Take Profit) ที่ 23.70 บาท และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 23.20 บาท
ขณะเดียวกัน แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC จากปัจจัยสนับสนุนการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลขายสูงสุด (High Season) และการรวมผลประกอบการของ Phelps เข้ามาในงบการเงินตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 6-9% ในช่วงปี 2569-2571 โดยกำหนดจุดขายทำกำไรที่ 17.50 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 17 บาท
Back to top button