
“พาณิชย์” ถกบิ๊กค้าปลีก ลุย “ไทยช่วยไทย” อัด House Brand ลด-ตรึงราคา พยุงค่าครองชีพ
กระทรวงพาณิชย์ หารือ บิ๊กค้าปลีก-ซัพพลายเออร์ เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ดึงสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือก ลด-ตรึงราคา สินค้าจำเป็น รับต้นทุนพลังงานพุ่ง คาดเริ่ม เม.ย.นี้ ยาว 2 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มี.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมด้วย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมหารือแนวทางการสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก

โดยเชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRG และบริษัท ข้าวมาบุญครอง จำกัด เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อกำหนดแนวทางดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แนวคิดของมาตรการในครั้งนี้ คือ การลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกัน โดยมุ่งดูแลทั้งระบบ
ทั้งนี้ จะเน้นไปที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือก หรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง โดยโครงการนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนเมษายน และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นประมาณ 2 เดือน
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หาแนวทางดูแลค่าครองชีพของประชาชน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ จากราคาเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 69.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเป็น 112.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569)
รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากค่าเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 32.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ใช้ในการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
ในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ขอให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นสต็อกเดิมหรือเป็นวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว และพิจารณาจัดสรรสินค้าแบรนด์ทางเลือกในราคาพิเศษ เพื่อส่งต่อไปยังร้านค้าส่ง-ปลีก ห้าง Modern Trade ให้พิจารณานำสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกออกวางจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
ขณะที่สมาคมและหอการค้า อาทิ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย หอการค้าไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย จะร่วมประชาสัมพันธ์และเชิญชวนสมาชิกเข้าร่วมมาตรการตรึงราคาให้ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัดไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ และช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมฯ ภายในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อเร่งรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็ว

