“ศุภจี” ถกจีนดันสินค้าไฮพรีเมียม เจาะตลาดผู้สูงอายุ หลังยอด 3 เดือนทะลุ 4 หมื่นล้านเหรียญ

“ศุภจี” หารือรองนายกฯ จีน ดันสินค้าเกษตร-อาหารพรีเมียมเจาะตลาดมังกร ชู Functional Food รับเศรษฐกิจสีเงิน พร้อมเร่งเปิด “Thai National Pavilion” หนุน SME ไทย หลังการค้า 3 เดือนแตะ 4.08 หมื่นล้านดอลลาร์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือทวิภาคีกับ นายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างไทย-จีน

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และไทยยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง (High Quality Development) ของจีน

ในการหารือครั้งนี้ ไทยได้เสนอ “โครงการนำร่อง” (Pilot Project) เพื่อยกระดับสินค้าไทยสู่ “สินค้าคุณภาพสูง” หรือสินค้าพรีเมียมสำหรับตลาดจีน โดยนำจุดแข็งด้านวัตถุดิบเกษตรของไทย ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีน เพื่อพัฒนาสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง รองรับผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับกลุ่มสินค้านำร่อง ไทยมองไปที่สินค้า Functional Food และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) ของจีน รวมถึงการต่อยอดไทยสู่ฐานความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้สำหรับตลาดจีนและตลาดโลก

นอกจากนี้ ไทยยังขอความร่วมมือให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรภายในประเทศมากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงการผลิต การลงทุน และการส่งออกไปยังตลาดโลก ซึ่งไทยมองว่าจะเป็นรูปแบบความร่วมมือแบบ Win-Win ของทั้งสองประเทศ และสามารถต่อยอดเป็นโมเดลความร่วมมือในสินค้าอื่นได้ในอนาคต

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานและระบบตรวจสอบสินค้า เพื่อให้สินค้าจีนที่เข้ามาในไทยไม่กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ไทย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายจีนในการผลักดัน Thai National Pavilion” บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของจีน เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีนโดยตรง

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อนำข้อหารือไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งจะกลับมาจัดประชุมอีกครั้งภายในปีนี้ หลังเว้นว่างจากการประชุมมานานกว่า 8 ปี

นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในไทย ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยไทยเสนอให้จีนลงทุนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก

นางศุภจี ยังได้ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกปุ๋ยเคมีจากจีนมายังไทย หลังรัฐบาลไทยขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมายังไทยจำนวน 350,000 ตันภายในปี 2569 ซึ่งฝ่ายจีนรับข้อเสนอไปพิจารณา

ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยปี 2568 การค้าระหว่างไทย-จีนมีมูลค่ารวม 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.13% จากปีก่อน

ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.43% โดยไทยส่งออกมูลค่า 9,659.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.81% และนำเข้ามูลค่า 31,181.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.02%

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

Back to top button