
“ศุภจี” ดัน “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” 40 บาท ชง ครม.อุดหนุน ลดค่าครองชีพ
รองนายกฯ “ศุภจี” เตรียมเสนอมาตรการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ต่อครม. เปิดให้ร้านอาหารสมัครใจจำหน่ายเมนูราคาประหยัด 40 บาท พร้อมอุดหนุนต้นทุน หวังลดภาระค่าครองชีพ หลังอาหารจานเดียวทยอยปรับขึ้นราคา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด โครงการข้าวแกงราคาประหยัด ซึ่งต่อยอดจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยเปิดให้ร้านค้าและร้านอาหารในระบบสมัครใจเข้าร่วมจำหน่ายเมนูอาหารราคาประหยัด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน
“กระทรวงพาณิชย์ไม่มีนโยบายเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด แต่ต้องการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสม” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
เบื้องต้น ตั้งเป้าจำหน่ายเมนูอาหารในราคาประมาณ 40 บาทต่อจาน อย่างไรก็ตาม นางศุภจี ระบุว่า ราคาที่เหมาะสมจะต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนวัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการ รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณบางส่วน โดยมีเงื่อนไขให้จัดทำเมนูอาหารราคาประหยัด เช่น ข้าวราดแกง 2 อย่าง จำหน่ายในราคาที่กำหนด ขณะที่รายละเอียดจำนวนสิทธิ์ อัตราเงินสนับสนุน และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ อยู่ระหว่างที่กรมการค้าภายในจัดทำรายละเอียด
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะนำรายละเอียดโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยแหล่งงบประมาณอาจมาจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) หรือใช้งบกลาง หากครม. เห็นชอบ ก็จะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ทันที ตั้งเป้าดำเนินการในระยะแรกอย่างน้อย 3 เดือน
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากราคาอาหารจานเดียวทยอยปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ ตามต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจราคาอาหารจานเดียว 7 เมนูยอดนิยม จำนวน 1,535 รายการทั่วประเทศ พบว่า ราคาจำหน่ายอยู่ในช่วง 35-60 บาท ครอบคลุมเมนูข้าวผัด ผัดซีอิ๊วและราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา
สำหรับการปรับขึ้นของราคาอาหารปรุงสำเร็จและราคาอาหารจานเดียวนั้น ผู้ค้าไม่ได้ขึ้นรวดเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ เพราะยังคงแบกรับภาระได้อยู่ในช่วง 1-2 เดือนแรกของการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่เมื่อการสู้รบยืดเยื้อและต้นทุนยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่สามารถรับภาระต้นทุนได้อีกต่อไป จึงทยอยปรับขึ้นในหลายจังหวัดจนขยายเป็นวงกว้างทั่วประเทศ ที่สำคัญขึ้นแล้วมักไม่ลดตามต้นทุนที่ลดลง อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในเดือนถัด ๆ ไป โดยพาณิชย์จังหวัดได้รับมอบหมายให้ติดตามสถานการณ์ราคาอาหารอย่างใกล้ชิด และเร่งแก้ไขหากพบการปรับขึ้นราคาสูงเกินสมควร
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
เงินเฟ้อ มิ.ย. ขยายตัว 2.42% ต่ำกว่าคาด โบรกชู KTC–MTC–CPALL–GULF รับอานิสงส์

