“ลวรณ” ห่วง IPO แผ่ว! แนะดึง “ธุรกิจดิจิทัล” เข้าตลาดหุ้น ปั้นเครื่องยนต์ใหม่ดัน GDP

“ปลัดคลัง” ชี้ตลาดทุนไทยเข้าสู่ยุคท้าทายหลังโควิด แนะเร่งดึงบริษัทกลุ่มดิจิทัลเข้าจดทะเบียน หลัง IPO ลดลง หวังหนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน GDP ด้าน “ประธาน ตลท.” มอง 1-2 ปีข้างหน้าความเสี่ยงเพิ่มจาก AI เทคโนโลยี และสงคราม ย้ำ TSFC ต้องบริหารสภาพคล่อง–ความเสี่ยงอย่างมีวินัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.ย.69) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานครบรอบ 30 ปี บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSFC ว่า ความสำเร็จของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มี TSFC เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยประคับประคองตลาดทุนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ มาได้

นายลวรณ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ โดยขนาดตลาดทุนไทยลดลงมาเหลือกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังมีขนาดไม่เท่ากับเศรษฐกิจ หากประเทศไทยไม่สามารถนำเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือ New Engine of Growth โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจได้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน ช่วงหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ลดลงอย่างมาก หากยังไม่สามารถดึงบริษัทในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลเข้ามาจดทะเบียนใน SET ได้มากเพียงพอ จะถือเป็นความท้าทายสำคัญของทั้งภาครัฐ ตลาดทุน และ TSFC

สำหรับพัฒนาการของ SET นายลวรณ แบ่งออกเป็น 5 ยุค โดยยุคที่ 1 เริ่มต้นในปี 2518 ซึ่งขณะนั้นมีบริษัทจดทะเบียนเพียงไม่กี่สิบบริษัท และตลาดทุนมีขนาดประมาณ 2% ของ GDP ก่อนพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2518-2530

ยุคที่ 2 ระหว่างปี 2530-2540 ถือเป็นช่วงรุ่งเรืองหรือยุคทองของตลาดทุนไทย โดยตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 2% เป็น 70% ของ GDP สะท้อนความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ TSFC ก่อตั้งขึ้นในปี 2539

“TSFC เกิดมาปุ๊บก็มีความท้าทายสำคัญเลย ไม่แน่ใจว่าที่เกิดมาเพราะเรากำลังจะเห็นพายุ หรือเราเกิดมาแล้วมันเป็นจังหวะพอดีกับพายุ” นายลวรณ กล่าว

จากนั้นเข้าสู่ยุคที่ 3 ระหว่างปี 2540-2545 ซึ่งนายลวรณเรียกว่าเป็นช่วง “พังไปด้วยกัน” ทั้งเศรษฐกิจไทยและตลาดหลักทรัพย์ ก่อนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในยุคที่ 4 ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายลวรณ ระบุว่า ในช่วงดังกล่าว เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวประมาณ 5-6% ซึ่งชะลอลงเมื่อเทียบกับในอดีต ขณะที่ SET เติบโตจนมีขนาดประมาณ 120% ของ GDP หรือใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจ

ส่วนยุคที่ 5 นับตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของทั้งตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งสองส่วนต้องเติบโตไปด้วยกันและปรับบทบาทให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง

“30 ปีของ TSFC ทำได้ดี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ อยากเป็นกำลังใจให้ก้าวต่อไป วันนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงการเติบโต แต่ต้องเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความแข็งแรงและแข็งแกร่ง เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ และต้องกลับมาใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจให้ได้” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

ด้าน ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงตลอด 30 ปีของ TSFC ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ขณะที่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ยังมีความท้าทายเพิ่มขึ้นทั้งจาก AI เทคโนโลยี และสงคราม รวมถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ ในฐานะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TSFC ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องการให้ TSFC สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ไม่ขาดทุน มีแหล่งเงินทุนเพียงพอ ตลอดจนบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงอย่างมีวินัย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของตลาดทุน

ศ.พิเศษ กิติพงศ์กล่าวว่า TSFC ถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่ต้องทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรับมือกับโอกาสและความท้าทายใหม่ พร้อมนำบทเรียนจากการดำเนินงานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป

Back to top button