ลำพูนผนึก CPF-ม.แม่โจ้ เปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรเป็นชีวมวล ลดไฟป่า-PM2.5 สร้างรายได้ชุมชน

"ลำพูน" ผนึกมหาวิทยาลัยแม่โจ้-CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการเศษวัสดุชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้-ใบไม้แห้ง-เศษเกษตรเป็นเชื้อเพลิงและไบโอชาร์ ลดการเผา ไฟป่า และ PM2.5 พร้อมสร้างรายได้ชุมชน


ผู้สื่อข่าวรยงานว่า จังหวัดลำพูนเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านการบริหารจัดการเศษวัสดุชีวมวลอย่างเป็นระบบ โดยชุมชนในอำเภอแม่ทา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และภาคีเครือข่าย นำกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เพื่อลดการเผา ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกใช้เครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการวางแผนตลาด เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถพัฒนาระบบจัดการชีวมวลให้เหมาะสมกับทรัพยากรในพื้นที่

ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดลำพูนที่มีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุเหล่านี้อาจสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิงและนำไปสู่การเผาในพื้นที่

ดังนั้น การสร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการเศษวัสดุอย่างเป็นระบบก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง จึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยต้องพัฒนาไปพร้อมกับการสร้างตลาดรองรับ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า

สำหรับแนวทางการแปรรูป มีทั้งการผลิต เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ Wood Pellet สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทน รวมถึงการผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อใช้ปรับปรุงดินหรือเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง

ทั้งนี้ ลำพูนถือเป็นพื้นที่ผลิตลำไยสำคัญของประเทศและมีความต้องการใช้พลังงานจำนวนมากในกระบวนการอบแห้ง จึงมีโอกาสนำเชื้อเพลิงชีวมวลจากวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงเดิมบางส่วน ภายใต้ระบบเผาไหม้และการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการจัดการและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่มุ่งเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมป่าไม้ CPF และภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ โดยกำหนดดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่างปี 2569-2571

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่เครือข่ายรวบรวมวัสดุ เทคโนโลยีแปรรูป มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF สนับสนุนการจัดการชีวมวลให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง พร้อมใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกมาตั้งแต่ปี 2559 รวมถึงใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

รูปแบบการดำเนินงานในลำพูนจึงเป็นการเชื่อมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ชุมชนถูกขอให้ “หยุดเผา” สู่การสร้างระบบที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีผู้รวบรวม ผู้รับซื้อ และผู้ใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

หากสามารถพัฒนาระบบรวบรวม การแปรรูป และตลาดรองรับได้อย่างต่อเนื่อง เศษวัสดุที่เคยเป็นเชื้อเพลิงของไฟป่าจะสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนและผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมช่วยลดการเผา ลด PM2.5 ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

Back to top button