กรอ.เล็งเปิด “โครงการควบคุมมลพิษ” เฟส 3 หลังบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเยี่ยม

กรอ.อยู่ระหว่างการหารือแนวทางร่วมกับไจก้า เล็งเปิดโครงการควบคุมมลพิษเฟส 3 โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างสังคมที่เป็นสุข ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดปัญหา ความยากจน ส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียวหลังผลงาน 2 เฟสได้ตามเป้า


นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการดำเนินโครงการพัฒนาระบบการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) , กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) , การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และ กรอ. ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2556 และเสร็จสิ้นโครงการทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ในพื้นที่นำร่อง คือ จังหวัดชลบุรี, ระยอง และ สมุทรปราการ

สำหรับโครงการ PRTR ทั้ง 2 ระยะ ได้ใช้วิธีการดำเนินงานแบบการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจและถือเป็นการพัฒนาระบบ PRTR ต้นแบบที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย โดยสามารถนำเอาโมเดลการจัดการดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่ได้ ผ่านมามีตัวอย่างของความสำเร็จในเรื่องของการจัดการเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่ทางรัฐบาลเวียดนามได้ประสานเพื่อขอมาดูโมเดลการดำเนินงาน

โดยทั้ง 2 ระยะของการดำเนินงานได้ผลเป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้กับสาธารณชนในเรื่องการจัดการมลพิษและแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในแง่ของการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะทำให้เกิดการส่งเสริมการจัดการโดยสมัครใจ และสามารถนำมาใช้จัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามจากผลตอบรับดังกล่าวทาง กรอ.มีแนวคิดที่จะต่อยอดการดำเนินโครงการฯ ในเฟส 3 โดยคาดว่าจะดำเนินการในแนวทางเดิม คือ การสร้างเครือข่าย และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยใช้แนวทางการตรวจสอบสาธารณะ (Public Audit) เป็นตัวต่อยอดการเฝ้าระวัง

“ในเฟส 3 อยู่ระหว่างการหารือแนวทางร่วมกับไจก้า โดยยังเน้นถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืนตาม ปัจจัยหลัก 3 ประการ ประกอบด้วย มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติธรรมาภิบาล ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สอดคล้องตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development GoalsSDGs) ที่มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างสังคมที่เป็นสุข ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดปัญหา ความยากจน ส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนมีการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คาดภายในปี 2564 น่าจะมีความคืบหน้า”นายประกอบ กล่าว

Back to top button