โดนทุบแน่

หากอิงแพทเทิร์นของตลาดหุ้นไทยช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า ดัชนีมักมีลักษณะ “ขึ้นหนึ่งสัปดาห์ ลงสัปดาห์” มาโดยตลอด


* หากอิงแพทเทิร์นของตลาดหุ้นไทยช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า ดัชนีมักมีลักษณะ “ขึ้นหนึ่งสัปดาห์ ลงสัปดาห์” มาโดยตลอด และมีการดันหุ้นตัวใหม่ ๆ ขึ้นมาเล่นเป็นประจำ จนแมงเม่าเกิดอาการเมาหมัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหุ้นตัวที่ช้อนไว้ไม่ขยับตามดัชนี และยังแสดงท่าทีจะลงตลอดเวลา เท่ากับเป็นการย้ำหัวหมุดให้ทุกคนรู้ว่า การเคาะสั้นน่าจะเป็นยุทธวิธีปลอดภัยสุดในภาวะเช่นนี้นะจ๊ะ

* ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่ข้อถกเถียงในแวดวงตลาดหุ้นว่า ดัชนีจะรักษาทรงได้อีกนานแค่ไหน? เพราะตัวแปรหลายอย่างโอนเอนไปในทางที่แย่ลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุนไหลออก เศรษฐกิจทำท่าจะกู่ไม่กลับ จำนวนคนติดเชื้อสะสมมากขึ้นทุกวัน หรือแม้กระทั่งกำไรบริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มแย่กว่าเดิม ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้เดี๊ยนเชื่อว่า การขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,550 จุด น่าจะทำให้นักเล่นแบกความเสี่ยงสูงขึ้นนะจะบอกให้

* งานนี้ใครจะมองอย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๊ยนมองจากความจริงเป็นหลัก และรู้สึกกังวลทุกครั้งเมื่อดัชนีพยายามฝืนกระแส จึงอยากให้ทุกคนมองการยืนปิดที่ระดับ 1,553.18 จุด บวกไป 8.90 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.23 หมื่นล้านบาท ยังเป็นโอกาสของการลงทุนอยู่ใช่ไหม? และถ้าคิดว่า ใช่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ลุยสุดตัวแบบไม่ต้องกั๊กไปเลย เพราะนั้นเป็นเงินของคุณ ๆ เดี๊ยนมิบังอาจไปยุ่มย่ามหรอกค่ะ

* เหมือนกับอาการของ DTAC พุ่งทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 36.50 บาท บวกไป 2.75 บาท หรือขึ้นไป 8.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.79 พันล้านบาท มันเป็นจังหวะที่น่าหนักใจสำหรับคนที่มองเรื่องโกรท ผสานกับมีข่าวลือทิ้งไทยเล็ดลอดออกมาเป็นประจำ “โมนิก้า” เลยเดาทางไม่ออกว่า การเล่นเที่ยวนี้มาจากเหตุผลอะไรกันแน่ จึงอย่าเผลอใจไปกับหุ้นตัวนี้มากนัก เดี๋ยวจะหาว่า คนสวยไม่เตือน..อิอิอิ

* ในเมื่อกล้าวัดฝีมือกันทั้งที “โมนิก้า” คงต้องมองไปยังหุ้นต่ำบาทที่กำลังขึ้นหม้อสุด ๆ อย่าง B กันสักหน่อย เพราะการขึ้นต่อเนื่อง 3 วันติด พร้อมกับวอลุ่มที่หนาแน่น มันหมายความว่า มีคนเข้ามารับหน้าเสื่อประคองหุ้นอย่างเป็นทางการ และมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะวิ่งทะลุ 1 บาทในไม่ช้า (ถ้าปีนี้กำไรต่อหุ้นจบที่ 0.10 บาท ไปฉิวแน่นอน) เดี๊ยนเลยมองว่า ถ้าคิดจะเล่นเกมเสี่ยงทั้งที ต้องเสี่ยงอย่างมีระดับ หลังหุ้นปิดเสมอตัวที่ 0.91 บาทนะจ๊ะ

* ส่วนรายที่จบภารกิจดันราคารับหุ้นลูกเข้าเทรดอย่าง SDC ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปั่นกระแสหุ้นต่ำสิบได้ค่อนข้างดี เพราะมองในมุมของตัวเลขขาดทุนเรื้อรัง เทียบกับการทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงแบบไม่มีเหตุผล “โมนิก้า” ไม่อาจมองหุ้นตัวนี้ในแง่ดีได้เลย และการที่หุ้นโรยตัวลงมาปิดที่ระดับ 0.76 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 7.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 344 ล้านบาท มันก็มีคำอธิบายในตัวของมันเองอยู่แล้วเจ้าค่ะ

* เช่นเดียวกับหุ้นดาวเทียม THCOM ถูกถล่มขายตั้งแต่เช้ายันเย็น จนสุดท้ายยืนปิดที่ระดับ 9.55 บาท ลบไป 0.65 บาท หรือลงไป 6.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 379 ล้านบาท ล้วนเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางธุรกิจตกอยู่ในที่นั่งลำบาก บวกกับผลงานงวดล่าสุดก็ขาดทุนหน้าตาเฉย  จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องทนถือหุ้นที่ไร้อนาคตอีกต่อไป และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนบอกให้ขายทิ้ง!  แถมชื่อก็บอกให้ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ของเทียม!..เลยเสียทรงสุด ๆ เจ้าค่ะ

* อีกรายที่เสียทรงชนิดหาทางกลับบ้านไม่เจอ “โมนิก้า” คงต้องหันขวับไปที่หุ้นร้อนอย่าง UPA แบบไม่ลังเลใจ เพราะการทิ้งตัวลงมาปิดที่ 0.34 บาท ลบไป 0.02 บาท หรือลงไป 5.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 165 ล้านบาท เหมือนเป็นการบอกใบ้ให้ทุกคนรู้ว่า ข่าวลือที่เม้าท์กันให้แซ่ดเป็นจริงเสียกระมัง! จึงไม่อยากให้แฟนคลับหลงเหลี่ยมเข้าไปเล่นเกมโหดในภาวะที่ทุกอย่างยังฝุ่นตลบพะยะค่ะ

* ตบท้ายกันที่หุ้นดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง NSL หลังกระชากขึ้นมาปิดที่ 21.20 บาท บวกไป 3.20 บาท หรือขึ้นไป 17.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 379 ล้านบาท พร้อมกับทำ all time high ท่ามกลางกำไรครึ่งปีแรกทำได้เกือบเท่าปีก่อนทั้งปี มันเป็นจังหวะของการไหลตามน้ำแบบไม่มีอะไรต้องหนักใจ ยิ่งมองในมุมของกำไรต่อหุ้นของปี 2564 มีสิทธิ์แตะ 1 บาท ยิ่งอุ่นใจได้ทันทีว่า ยังมีแก๊ปให้ไปต่อนะคุณพี่

Back to top button