SVR ผุด “สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2” มูลค่า 214 ลบ. รับดีมานด์ฟื้น ดันพรีเซลแตะ 130 ลบ.

SVR เปิดตัวโครงการ “สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2” สุขุมวิท-บางปู 83 มูลค่า 214 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด "Best Smart Living" รองรับดีมานด์ฟื้นตัว มั่นใจปั้นยอดพรีเซลแตะ 130 ล้านบาท ตอกย้ำผู้นำอสังหาริมทรัพย์โซนบางปู


นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ SVR เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โซนบางปู ล่าสุดบริษัทได้พรีเซลโครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู 83) ในแบบบ้านสไตล์ Modern English Victorian มูลค่าโครงการ 214 ล้านบาท อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับดีมานด์กลุ่มผู้อยู่อาศัยโซน สุขุมวิท-บางปู และบริเวณใกล้เคียงที่มีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Best Smart Living” บ้านที่ครบทุกความต้องการ กับพื้นที่ใช้สอยที่เลือกได้อย่างอิสระ

สำหรับโครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู 83) เป็นโครงการบ้านแฝด 2 ชั้น รวมจำนวน 40 ยูนิต บนที่ดิน 6 ไร่ 78 ตารางวา โดยแบบบ้านให้เลือก 2 Type ได้แก่ Type S ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 152  ตารางเมตร (ตร.ม.) บนเนื้อที่ตั้งแต่ 35.7 ตารางวา (ตร.ว.) มีจำนวน 18 ยูนิต และ Type M ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องอเนกประสงค์ และ 2 ที่จอดรถ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 157 ตารางเมตร (ตร.ม.) บนเนื้อที่ตั้งแต่ 38.3 ตารางวา (ตร.ว.) ซึ่งมีจำนวน 22 ยูนิต

ขณะที่ภายในตัวบ้านจะเน้นฟังก์ชันการใช้สอยที่ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยจริงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ทั้งทางด้านราคาและฟังก์ชันการใช้สอย ในระดับราคาเริ่มต้น 3.99 – 4.99  ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ (รับรู้รายได้) โครงการได้ตั้งแต่เดือน กันยายน 2565 พร้อมทั้งมียอดพรีเซลเข้ามาประมาณ 130 ล้านบาท

โดยจุดเด่นของโครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 คือทำเลที่ตั้ง ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัย และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ สถานที่ตากอากาศบางปู  โลตัสบางปู  ตลาดบางปูใหม่ ใกล้โรงพยาบาล รัทรินทร์

นอกจากนี้ ยังเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว BTS สถานีบางปู ด้วยจุดเด่นดังกล่าวเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์จากลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่จะพิจารณาโครงการจากพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชัน ที่เอื้อต่อการทำงานที่บ้านมากขึ้น

ทั้งนี้ทำให้บ้านแนวราบ บริเวณแถบชานเมือง มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงขึ้น เนื่องจากราคาที่ดิน หรือราคาที่อยู่อาศัยไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับบ้านทำเลใจกลางเมือง ทำให้ผู้บริโภคได้ราคาไม่แพง มีบริเวณพื้นที่ใช้สอย และ ในปัจจุบันส่วนต่อขยายเส้นทางของรถไฟฟ้าก็ครอบคลุมพื้นที่รอบนอกมากขึ้น ทำให้สะดวกต่อการเดินทาง

ส่วนในครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 1 โครงการ คือ  โครงการสิวารมณ์  วิลเลจ (สุขุมวิท-บางปู 58) มูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการภายใต้บริษัท บางปู แลนด์ 58 จำกัด (เป็นบริษัทย่อยที่สิวารมณ์ มีสัดส่วนการถือหุ้น 99.98%) เป็นโครงการประเภท บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ รวมจำนวน 205 ยูนิต ตั้งอยู่เทศบาลบางปู 58 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายต่อเนื่องอีก 4 โครงการ อาทิ โครงการ สิวารมณ์ แกรนด์ (สุขุมวิท – บางปู) เป็นโครงการประเภทบ้านเดี่ยว จำนวน 227 ยูนิต , โครงการสิวารมณ์ วิลเลจ (สุขุมวิท-เทพารักษ์) เป็นโครงการประเภททาวน์โฮม จำนวน 107 ยูนิต, โครงการ สิวารมณ์ ซิตี้ (นิคมพัฒนา-ระยอง) เป็นโครงการประเภทบ้านเดียว บ้านแฝด บ้านทาวน์โฮม รวมจำนวน 199 ยูนิต และโครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์ พลัส (อัสสัมชัญ – ศรีราชา) เป็นโครงการประเภทแนวราบรวม 134 ยูนิต  ซึ่งปัจจุบันทุกๆ โครงการ ได้รับการตอบรับอย่างดีมีผู้เข้าชมโครงการ (Walk in) และยอดโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

“ส่วนการพัฒนาโครงการในแต่ละโครงการของบริษัท ได้ศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรม ผู้อยู่อาศัยในแต่ละทำเลเพื่อนำมาพัฒนาแบบบ้านและฟังก์ชัน ให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย บริษัทมุ่งเน้นและคำนึกถึงทุกความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะการได้ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน” นายอรรถปวิทย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทประเมินว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จะเริ่มกลับมาแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น เพื่อรองรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับเข้ามา ประกอบกับนโนบายสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งการขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เหลือร้อยละ 0.01

รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) โดยกำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็นร้อยละ 100 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

Back to top button