SELIC บวกแรง 4% ลุ้นรายได้ปี 66 ทะลุ 2 พันล้าน อานิสงส์ธุรกิจ “เฮลท์แคร์” ดีมานด์สูง

SELIC บวกแรง 4% ลุ้นรายได้ปี 66 ทะลุ 2 พันล้าน อานิสงส์ธุรกิจ “เฮลท์แคร์” ดีมานด์สูง จับตารายได้ปี 65 โต 15% จากปีก่อน 1.5 พันล้าน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(18 ม.ค.66) ราคาหุ้นบริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC ณ เวลา 11:03 น. อยู่ที่ระดับ 3.24 บาท บวก 0.12 บาท หรือ 3.85% ราคาสูงสุด 3.44 บาท ราคาต่ำสุด 3.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 60.88 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านางสาวยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SELIC เปิดเผยว่า กระบวนการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เทวกรรมโอสถ จำกัด (เทวกรรมโอสถ) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์บรรเทาปวด (Topical Analgesic) ยี่ห้อน้ำมันมวย สัดส่วน 50% แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการอัปเดตข้อมูลกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตในเดือน พ.ย.นี้ และจะสามารถเริ่มผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เดิมในรอบใหม่ได้ภายในต้นเดือน ธ.ค.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินกลางไตรมาส 1/2566

ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ซื้อสินทรัพย์กลุ่มผลิตภัณฑ์ consumer healthcare ภายใต้ตราสินค้า Neoplast™, Neobun™, Neotape, Mentopas™  ซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นพลาสเตอร์ปิดแผล แผ่นปิดบรรเทาปวด แผ่นผ้าพันกล้ามเนื้อ เจลลดความร้อน และแผ่นแอลกอฮอล์ เป็นต้น จากบริษัท 3M ประเทศไทย จำกัด ด้วย ซึ่งจะมีการรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4/2565 ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/65 จะดีขึ้นจากไตรมาส 3/65 จากการรับรู้รายได้และกำไรของกลุ่มธุรกิจ Healthcare ประกอบกับธุรกิจกาวอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจผลิตสติ๊กเกอร์ หรือฉลากที่มีกาวในตัวเริ่มปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษารายได้ปีนี้ให้เติบโตตามเป้าหมายเดิมที่ระดับ 10-15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,466 ล้านบาท

สำหรับการเข้าลงทุนในเทวกรรมโอสถ เป็นการขยายธุรกิจเฮลท์แคร์ (Healthcare) ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางธุรกิจ อีกทั้งยังขยายช่องทางการจำหน่ายจากเดิมเป็นการทำตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) จะทำให้มีช่องทางการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค (B2C) เพิ่มเติม อีกทั้ง สินค้าของเทวกรรมโอสถยังอยู่ในตลาดที่มีความต้องการสูง จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรในธุรกิจใหม่ ๆ ของ SELIC

นางสาวยุวดี กล่าวว่า ในปี 66 บริษัทเชื่อว่ารายได้จะเติบโตเกินกว่าระดับ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 65 เนื่องจากการรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจ Healthcare เต็มปี ประกอบกับธุรกิจเดิมยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสัดส่วนรายได้จะมาจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจ Healthcare ประมาณ 500-700 ล้านบาท, กลุ่มธุรกิจกาวอุตสาหกรรมประมาณ 700 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจผลิตสติ๊กเกอร์ หรือฉลากที่มีกาวในตัวประมาณ 700-800 ล้านบาท

ด้านการเติบโตของแต่ละอุตสาหกรรม มีการเติบโตในทุก ๆ ปี โดยในตลาดกาวอุตสาหกรรมมีการเติบโตประมาณ 4-5% ต่อปี ส่วนในตลาดสติ๊กเกอร์ หรือฉลากที่มีกาวในตัวมีการเติบโตประมาณ 5-6% ต่อปี ขณะที่ตลาด Healthcare มีการเติบโตประมาณ 10-12% ต่อปี โดยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Healthcare จะอยู่ที่ประมาณ 50% ขณะที่ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและตลาดสติ๊กเกอร์ หรือฉลากที่มีกาวในตัว จะมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 20-25%

Back to top button