
NEO เปิดเกมรุกตลาด “Personal Care” ขุมทรัพย์ใหม่ ตัวขับเคลื่อนรายได้อนาคต
NEO Corporate ปรับเกมสู่ผู้นำตลาด Personal Care ดันยอดโตเฉลี่ย 13% ต่อปี ฝ่าตลาดแข่งขันเดือด เดินเกมแตกต่าง สร้างตลาดใหม่!
NEO Corporate ปรับเกมสู่ผู้นำตลาด Personal Care (กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล) ดันยอดโตเฉลี่ย 13% ต่อปี (2563-2567 CAGR) – โรลออนพุ่ง 80% ใน 3 ปี ฝ่าตลาดแข่งขันเดือด เสริมบทบาทจากผู้ผลิต Household Products (กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน) สู่ Segment Creator ตัวจริง เดินเกมแตกต่าง สร้างตลาดใหม่ ด้วยสินค้านวัตกรรมกว่า 100 SKU ในไตรมาสเดียว พร้อมตอกย้ำจุดยืนด้านความยั่งยืน พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (organic และ biodegradable) ในสัดส่วนที่มากยิ่งขึ้น มุ่งเข้าสู่ Green Industry Level 5 ภายในปี 2568 นี้
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO กำลังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่มีนัยสำคัญ ด้วยการปรับจุดโฟกัสจากผู้ผลิตสินค้าทั่วไป สู่การเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่กำลังกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยมีทิศทางที่ชัดเจนในการใช้ “นวัตกรรม” และ “ความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก” เป็นแกนหลักของกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา NEO ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นนวัตกรรมในกลุ่มสินค้า Personal Care หรือผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง โดยเฉพาะการปรับพอร์ตธุรกิจให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและคุณภาพระดับพรีเมียม บริษัทฯ ได้วางจุดยืนของตนเป็น “Segment Creator” หรือ “ผู้สร้างตลาดใหม่” โดยไม่เพียงแต่แข่งขันในเซกเมนต์เดิม แต่ยังริเริ่มสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุ่ม Silver Age, ผู้แพ้ง่าย, ผู้ชายที่ใส่ใจดูแลจุดซ่อนเร้น ตลอดจนกลุ่มผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงหรือ Pet Parent ซึ่งยังเป็นตลาดใหม่ที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง
ข้อมูลชี้ว่ากลุ่ม Personal Care กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์ใหม่” ของบริษัทอย่างชัดเจน โดยในไตรมาส 1/2568 สัดส่วนรายได้จากกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 28% ของรายได้รวม แม้ยังไม่ใช่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในแง่รายได้ แต่มีอัตรากำไรสูงรองจากกลุ่มเด็ก และเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจสูง ขณะที่ยอดขายโรลออน ของ NEO เมื่อเทียบการเติบโตตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โตถึง 80% ในขณะที่ตลาดรวมเติบโตเพียง 19% และครีมอาบน้ำโต 46% เทียบกับตลาดรวมที่โต 25% นั่นหมายความว่าบริษัทไม่เพียงแค่โตตามตลาด แต่ยังขยายส่วนแบ่งการตลาดอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ถือเป็นการ “เติบโตแบบคุณภาพ” หรือ Quality Growth ที่ไม่ได้พึ่งแค่ปริมาณเท่านั้น
อีกหนึ่งจุดแข็งของ NEO คือความสามารถในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 100 SKUs ภายในไตรมาส 2/2568 พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในกลุ่ม Personal Care เป็น 48,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับดีมานด์ในประเทศและต่างประเทศ โดยในไตรมาส 1/2568 สินค้าในกลุ่ม Personal Care ของ NEO เติบโต 5.7% YoY เฉพาะในไทยเติบโต 4.6% และต่างประเทศเติบโต 101.3%
ในเชิงธุรกิจ NEO ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเติบโตของรายได้เฉลี่ยปีละ 10.6% ในช่วงปี (2563-2567 CAGR) โดยในปี 2567 ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,131 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,023 ล้านบาทเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมั่นคงทั้งจากยอดขายและการควบคุมต้นทุนที่ดี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสินทรัพย์รวมกว่า 10,900 ล้านบาท และมูลค่าธุรกิจ (Enterprise Value) มากกว่า 9,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและฐานทุนที่พร้อมสำหรับการลงทุนระยะยาว
การเติบโตต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2568 ด้วยยอดขายรวม 2,589 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน 1,085 ล้านบาท, ของใช้ส่วนบุคคล 739 ล้านบาท และของใช้สำหรับเด็ก 765 ล้านบาท โดยยอดขายหลักยังมาจากตลาดในประเทศที่ 2,342 ล้านบาท และจากต่างประเทศ 247 ล้านบาท แสดงถึงโครงสร้างรายได้ที่สมดุล และสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทวางไว้
ขณะเดียวกัน NEO ยังเดินหน้าด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ผ่านแนวทาง ESG ที่ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยสามารถเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (organic และ biodegradable) เป็น 35.82% ในปี 2567 ที่ผ่านมา และลดการใช้ Virgin Plastic ได้ถึง 22% สูงกว่าเป้าหมาย 20% ที่วางไว้ภายในปี 2568 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างรับผิดชอบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
หากพิจารณาในภาพรวม จะเห็นว่า NEO ไม่ได้พึ่งพาแค่แบรนด์หรือยอดขายเท่านั้น แต่สร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างผ่านนวัตกรรม การเข้าใจตลาดเชิงลึก และความสามารถในการผลิตอย่างยืดหยุ่น ที่สำคัญคือบริษัทกล้าแตกต่าง กล้าสร้างตลาดใหม่ และกล้าลงทุนในช่วงเวลาที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่กล้าทำ ซึ่งทำให้ NEO ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค แต่กำลังเป็น “ผู้นำเชิงความคิด” ในการกำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่ม Personal Care ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า
NEO กำลังเสริมบทบาทจากผู้ผลิตสินค้าในครัวเรือนทั่วไป สู่การเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ในกลุ่ม Personal Care ด้วยการสร้างตลาดใหม่ พัฒนานวัตกรรม และเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เสริมด้วยการเติบโตที่มีคุณภาพ โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง และแนวทาง ESG ที่ชัดเจน-สะท้อนภาพของบริษัทที่ไม่ได้แค่ “เติบโต” แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งอนาคตในอุตสาหกรรม FMCG