ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ยกฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ชี้คำสั่งให้ออกราชการชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายกฟ้องคดีที่ “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้คดีออกจากราชการไว้ก่อน เหตุคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่มีเหตุสงสัยว่าการดำเนินการของ ก.ตร. ไม่เป็นกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ม.ค.68) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 หมายเลขแดงที่ ฟ.2/2569 ซึ่งผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ผู้ฟ้องคดี คือ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ออกจากราชการไว้ก่อน
รวมถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ เรื่องแดงที่ อธ.33/2567 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.)
ศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการวินิจฉัยว่า การที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ทำให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 จึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนได้ตามกฎหมาย
ศาลเห็นว่า แม้ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่ง รองผบ.ตร. และอาจได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ในอนาคต แต่การพิจารณาคัดเลือกต้องคำนึงถึงคุณสมบัติหลายประการ และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงยังไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า การพิจารณาทางปกครองจะไม่เป็นกลาง
ศาลระบุว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นคำสั่งที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีทราบข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่ง อีกทั้งการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่จำต้องมีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนก่อน เนื่องจากเป็นอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ศาลพิจารณาว่า การที่ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ถือเป็นกรณีมีมูลอันควรถูกกล่าวหา ว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งเพียงพอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยได้โดยไม่ต้องมีการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน
ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง การตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาดังกล่าวย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการสอบสวนทางวินัยหรือคดีอาญาได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว
รายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็ม คลิกที่นี่

