NRF เด้ง 3% รับข่าวกางแผนปี 69 เตรียมบุกตลาดสหรัฐ-ออกสินค้าใหม่

NRF ราคาเด้ง 3% รับข่าวปักหมุดปี 2569 เดินหน้าบุกตลาดสหรัฐฯ เจาะกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างน้อย 2 รายการ ควบคู่ยกระดับการบริหารความเสี่ยง 4 ด้านหลัก เพื่อรักษาสภาพคล่องและฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ม.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 0.33 บาท บวก 0.01 บาท หรือ 3.13% ราคาสูงสุด 0.34 บาท ราคาต่ำสุด 0.31 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 0.12 ล้านบาท

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ในปี 2569 บริษัทจะเน้นบุกตลาดสหรัฐอเมริกา โดยจะเจาะกลุ่มตลาดกลาง-บน เพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทเตรียมออกสินค้าใหม่อย่างน้อย 2 รายการ เพื่อใช้บุกตลาดอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ส่วนตลาดยุโรปและอังกฤษ ปัจจุบันประเทศดังกล่าวเศรษฐกิจทรงตัว ฉะนั้นกลยุทธ์จึงแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา คือ บริษัทจะเน้นใช้สินค้าที่เหมาะสมกับสถานการณ์บุกตลาดยุโรปและอังกฤษ รวมถึงการต่อยอดร้านสะดวกซื้อในเครือ NRF ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อจะผลักดันยอดขายสินค้าในประเทศไทย

ด้านการบริหารความเสี่ยงในปี 2569 บริษัทจะให้ความสำคัญกับ 4 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.)เน้นควบคุมความเสี่ยงภายในบริษัท ทั้งเรื่องข้อมูลทางงบการเงิน (Financial Statement) และอัตราแลกเปลี่ยน (Forex) บริษัทจึงได้ยกระดับระบบตรวจสอบภายในและจ้างที่ปรึกษาพิเศษ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด ทั้งบริษัทที่ NRF ถือหุ้น 100% และบริษัทที่ NRF ถือหุ้นเป็นบริษัทย่อย

2.)การติดตามสถานการณ์ของอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่ามากและเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการติดตาม แต่โดยปกติบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงค่าเงินอยู่ 2 แบบ คือ 1.Natural Hedge (การป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ) จับคู่สกุลเงินเดียวกันใช้จ่าย, 2.Forward Contract (การทำสัญญาตกลงซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า) 6 เดือน

สำหรับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบกับงบการเงินของบริษัทโดยตรง เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออก 99% แม้บริษัทจะป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำ Forward และ Natural Health แล้ว ทั้งนี้ แม้ NRF จะมีการขยายตลาดภายในประเทศต่อเนื่อง แต่สัดส่วนรายได้ยังคงมีน้อย และเชื่อว่า รายได้จากการขายในประเทศจะสามารถเติบโตเท่าตัวในปี 2569 โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายจากการทำตลาดภายในประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง Facebook และ TikTok ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาช่องทาง Modern Trade เพียงทางเดียว

3.)การรักษาสภาพคล่อง คือ การเร่งสร้างยอดขาย เพื่อให้เกิดรายได้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดทุนได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทำให้ไม่สามารถจะลงทุนได้ ขณะที่บริษัทเองก็เน้นพึ่งพาเงินทุนจากกระแสเงินสดและการเพิ่มทุน เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน โดยในช่วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา NRF ได้มีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering : RO) ได้สำเร็จ แม้ราคา RO สูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว แสดงให้เห็นว่านักลงทุนและผู้ถือหุ้นยังคงสนใจใน NRF ดังนั้น จึงส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

4.)การฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยบริษัทจะต้องทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้น รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ NRF ในปี 2568 จะไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งปัจจุบัน NRF มีทั้งมาตรการ ระบบบัญชี รวมถึงบุคลากรที่เป็นมืออาชีพในการทำงาน เพื่อจะให้โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานมากขึ้น

Back to top button