“เมอร์เคิล” มองตลาดคริปโตปี 69 “กระทิงขาลง” เดินหน้าดัน AUM โตเท่าตัว

Merkle Capital ประเมินตลาดคริปโตปีนี้อยู่ในภาวะ “กระทิงขาลง” เน้นกลยุทธ์จัดพอร์ตทองคำผสมบิตคอยน์ ปรับสัดส่วนตามภาวะตลาด มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง เล็งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ AUM แบบก้าวกระโดดเท่าตัวในภายปีนี้ จากปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท


นายกานต์เดช สงเขียว หัวหน้าทีมการตลาด บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด หรือ Merkle Capital เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าในช่วงครึ่งแรกของปีเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ตลาดการเงินทั่วโลกได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางนโยบายของประเทศมหาอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ไม่เพียงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่ตลาดทุนในภาพรวมได้รับผลกระทบเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้บางตลาด เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา จะยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี แต่สินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปีที่ผ่านมาอีกประเภทหนึ่ง คือ ทองคำ ซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยจากการพูดคุยกับลูกค้าจำนวนมากของเมอร์เคิล พบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจทั้งทองคำและบิตคอยน์ควบคู่กัน ขณะที่พฤติกรรมการลงทุนเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่กระจายไปยังเหรียญดิจิทัลทางเลือก (Altcoin) หลายตัว กลับหันมาโฟกัสที่บิตคอยน์เป็นหลัก และผสมผสานกับสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างทองคำมากขึ้น

จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้เมอร์เคิลได้เปิดตัวกลยุทธ์การลงทุนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจัดสรรพอร์ตการลงทุนระหว่างบิตคอยน์และทองคำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์การปรับสัดส่วนการลงทุนแบบไดนามิกตามภาวะตลาด เช่น ในช่วงปลายปีที่ตลาดมีความผันผวนสูง จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำมากขึ้น และเมื่อราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี จึงเริ่มกลับมาสะสมบิตคอยน์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จากการหารือร่วมกับผู้จัดการกองทุนและผู้บริหารด้านการลงทุนของบริษัท มองว่าราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันอาจอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดแล้ว โดยสะท้อนจากเหตุการณ์ข่าวเชิงลบในต่างประเทศที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเริ่มเห็นสัญญาณการเข้าซื้อสะสมจากนักลงทุนบางกลุ่มมากขึ้น

นายกานต์เดช  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมุมมองในปี 2569 ประเมินว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงมีแนวโน้มเชิงบวก แต่จะไม่สดใสหรือร้อนแรงเหมือนในช่วงวัฏจักรขาขึ้นก่อนหน้า การลงทุนจะเน้นไปที่บิตคอยน์เป็นหลัก และอาจมีเหรียญดิจิทัลบางตัวที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้มองว่าตลาดจะให้ผลตอบแทนสูงในวงกว้างเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนกฎเกณฑ์และโครงสร้างตลาด มองว่าธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเผชิญการตรวจสอบและการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านเงินสำรองตามมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (Assets Under Management: AUM) ซึ่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีการปรับเกณฑ์หลายประเด็น อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการปรับลดลงจากผลกระทบของภาวะตลาดที่ปรับตัวลงค่อนข้างมาก แต่ในด้านจำนวนลูกค้าของ Merkle Capital สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ และยังมีลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน Merkle Capital มีมูลค่า AUM รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตของ AUM แบบก้าวกระโดดเท่าตัวภายในปีนี้ ผ่านการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาด การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ตลอดจนการยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน มีความคืบหน้าเกี่ยวกับแนวคิดการออกกองทุนรวมดัชนีคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto ETF) ในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบและโครงสร้าง อาจเป็นการลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศหรือเครื่องมืออนุพันธ์ ทั้งนี้ ประเทศไทยมี ETF อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเมื่อเทียบกับกองทุนรวมแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรุ่นใหม่มีแนวโน้มให้ความสนใจกับ ETF มากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ต่ำและมีความโปร่งใส

นอกจากนี้ เมอร์เคิลประเมินว่าในช่วงต้นปี ตลาดสินทรัพย์โดยรวมยังอยู่ในระยะของการปรับฐานและค้นหาทิศทางใหม่ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอความชัดเจนว่าสินทรัพย์ประเภทใดจะมีศักยภาพโดดเด่นในระยะถัดไป สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมของตลาดยังจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างฐานและฟื้นฟูความเชื่อมั่น ก่อนที่จะเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่อย่างชัดเจน

ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทได้ปรับแนวทางจากการมุ่งเน้นตลาดมวลชน มาให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูง หรือกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สุทธิสูง (High Net Worth) มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังไม่อยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนทั่วไปได้โดยง่าย บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในการจัดสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ โดยอาจร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่าย ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมบรรยาย หรือแบ่งช่วงกิจกรรมร่วมกับพันธมิตร เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวน บริษัทได้ปรับโครงสร้างกองทุนให้มีระดับความเสี่ยงที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับต่ำ ปานกลาง ไปจนถึงระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา โดยในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง บริษัทจะนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีลักษณะเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ขณะที่ลูกค้าบางส่วนเลือกปรับพอร์ตการลงทุนไปสู่กลยุทธ์ที่เน้นความระมัดระวังมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ บริษัทยังมองว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความโดดเด่นในสภาวะปัจจุบัน และมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยทองคำและบิตคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ระดับโลกที่ไม่ผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง แตกต่างจากการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับจำกัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนจำนวนมากหันไปกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำและบิตคอยน์ โดยในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนให้ความสำคัญกับบิตคอยน์เป็นลำดับแรก ก่อนทองคำ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มเห็นแนวโน้มที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับทองคำมากขึ้น และกลับมาพิจารณาบิตคอยน์ควบคู่กันในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญในพอร์ตการลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ อ้างอิงจากรายงาน Investment Outlook  ซึ่งจัดทำโดยคริปโตมายด์ รีเสิร์ช ระบุว่า ระดับ Short-Term Holder Cost Basis (STH-Cost Basis) ของบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 104,728 ดอลลาร์สหรัฐ โดยระดับดังกล่าวถูกมองว่าเป็นแนวต้านเชิงจิตวิทยาที่มีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ทั้งนี้ หากราคาบิตคอยน์ (BTC) สามารถปรับตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะถือเป็นสัญญาณยืนยันถึงการสิ้นสุดของช่วงการปรับฐาน และเพิ่มโอกาสในการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง

สำหรับ Bitcoin Short-Term Cost Basis เป็นตัวชี้วัดที่อ้างอิงจากข้อมูล On-Chain ของ Glassnode ซึ่งสะท้อนราคาเฉลี่ยของบิตคอยน์ในกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น หรือผู้ถือครองที่มีระยะเวลาการถือครองไม่เกิน 155 วัน โดยตัวชี้วัดดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการประเมินระดับต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น และทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในช่วงเวลานั้น

Back to top button