
หุ้นสหรัฐ ปิดลบวันที่ 2! รับแรงกดดันรอบทิศ งบแบงก์-เงินเฟ้อ และความขัดแย้ง “ทรัมป์-เฟด”
ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 42.36 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 1.00% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิป ท่ามกลางการประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ สัญญาณเงินเฟ้อยังตึงตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (14 ม.ค.69) ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นชิป ขณะที่นักลงทุนติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ระดับ 49,149.63 จุด ลดลง 42.36 จุด หรือ -0.09% ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ระดับ 6,926.60 จุด ลดลง 37.14 จุด หรือ -0.53% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ระดับ 23,471.75 จุด ลดลง 238.12 จุด หรือ -1.00%
แรงกดดันหลักยังคงมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิป โดยหุ้น Broadcom ร่วงลง 4% ขณะที่หุ้น Nvidia และ Micron Technology ปรับตัวลดลงมากกว่า 1% หลังสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ทางการศุลกากรจีนไม่อนุญาตให้นำเข้าชิป H200 ของ Nvidia
ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยหุ้น Wells Fargo ปรับตัวลดลงกว่า 4% หลังรายได้ไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหุ้น Bank of America ปรับตัวลง 3.78% และหุ้น Citigroup ปรับตัวลง 3.34% แม้ผลประกอบการจะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะหนุนดัชนี ซึ่งซื้อขายใกล้ระดับสูงสุด
นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ หลังข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และยอดค้าปลีกเดือนพฤศจิกายน 2568 ออกมาแข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนจับตาประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ท่ามกลางการโจมตี นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการสอบสวนทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้งบประมาณปรับปรุงอาคารเฟดอยู่ระหว่างดำเนินการ
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงใช้ความระมัดระวัง หลังดัชนีปรับฐานลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะถัดไป
