กลุ่มหุ้นฝรั่งซื้อ

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาต่อเนื่อง นับจากวันที่ 14–16 ม.ค. 69 เมื่อรวม 4 วันที่ต่างชาติซื้อต่อเนื่องจะได้เท่ากับ 9,431 ล้านบาท


นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาต่อเนื่อง นับจากวันที่ 14–16 ม.ค. 69

วันที่ 14 ม.ค. ซื้อสุทธิ 2,376 ล้านบาท

วันที่ 15 ม.ค. ซื้อสุทธิ 2,636 ล้านบาท

วันที่ 16 ม.ค. ซื้อสุทธิ 3,355 ล้านบาท

วันที่ 17 ม.ค. ซื้อสุทธิ 1,064 ล้านบาท

เมื่อรวม 4 วันที่ต่างชาติซื้อต่อเนื่องจะได้เท่ากับ 9,431 ล้านบาท

แรงซื้อของฟันด์โฟลว์หรือนักลงทุนต่างชาติรอบล่าสุด ทำให้มีคำถามตามมาว่า พวกเขาจะซื้อหุ้นไทบบแบบ “แรลลี่” หรือต่อเนื่องไปอีกแค่ไหน

จากการตรวจสอบข้อมูลกับนักวิเคราะห์ที่เกาะติดกับฟันด์โฟลว์

ได้รับคำตอบว่า เป็นการซื้อที่ยัง “ไม่เสถียร”

หรืออีกนัยฯ คือ แรงซื้อยังไม่มีความมั่นคงที่เป็นจะเป็นรูปแบบระยะยาวจนกลับมา “ซื้อสุทธิ” ของต่างชาติ

เหตุผลเพราะว่า ปัจจัยภายในประเทศของไทยเอง ยังต้องรอเรื่องปัจจัยทาง “การเมิอง” โดยเฉพาะ “การเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นประเด็นหรือปัจจัยเฝ้าติดตามอยู่

ต่างชาติกำลังดูว่า การเมืองหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

ดูนโยบายทางด้านเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น และระยะยาว ฯลฯ

ส่วนปัจจัยบวกระยะสั้นที่ดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา เช่น ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังไม่สามารถผ่านระดับแนวต้าน 100 จุดขึ้นไปได้ ประกอบกับราคาทองคำที่เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วยหนุนทิศทางค่าเงินบาทและฟันด์โฟลว์

ส่วนกลุ่มหุ้นที่ต่างชาติซื้อในรอบล่าสุดนี้ ยังคงให้น้ำหนักในหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มไอซีที และพลังงาน

และหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วงเวลาดังกล่าว คือ 

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มูลค่าซื้อสุทธิ 3,622 ล้านบาท

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มูลค่าซื้อสุทธิ 659.6 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มูลค่าซื้อสุทธิ 625.4 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มูลค่าซื้อสุทธิ 428.5 ล้านบาท

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าซื้อสุทธิ 343.4 ล้านบาท

เมื่อดูจากหุ้นที่ต่างชาติเข้าซื้อ และเข้าไปดูความเคลื่อนไหวราคาหุ้น จะพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ราคาหุ้น เช่น กัลฟ์ฯ เริ่มขยับจาก 42.50–43.25 บาท มาเล่นในกรอบบนมากขึ้นที่ 45.00 บาท บวก/ลบ

แอดวาน์ซ์ฯ จากระดับ 320 บาท ขึ้นมาที่ 340 บาท

ราคาหุ้นที่เป็นเป้าฟันด์โฟลว์ของการเข้าซื้อรอบนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นมาต่อเนื่อง

ทว่า บทสรุปจของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ หรือแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ ต่างมองตรงกันว่า เป็นเพียงการ “เก็งกำไรระยะสั้น” สะท้อนจากการเข้าซื้อที่เกิดขึ้นผ่านระบบ Program Trading ในระดับใกล้เคียงกัน

จึงมีคำเตือนว่าอาจเกิดแรงขาย “ทำกำไร” โดยเฉพาะเมื่อดัชนีขึ้นมาที่บริเวณ 1,300 จุด ซึ่งเป็นจุดขายทำกำไรหลายครั้งของฟันด์โฟลว์เมื่อช่วงก่อนปลายปี 2568

โดยกลุ่มหุ้นที่ต่างชาติเข้าซื้อ หากระดับราคาหุ้นขึ้นมาใกล้กับแนวต้าน อาจจะอันตรายหากมีการตามเข้าไปซื้อ

หรือพูดง่าย ๆ คือ โอกาส “ติดดอย” ค่อนข้างสูง

ยังมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ เพราะนอกจากหุ้นที่เป็นเป้าฟันด์โฟลว์ของต่างชาติขยับขึ้นแล้ว

เริ่มเห็นหุ้นขนาดกลางเล็ก (ในกลุ่ม SET100) ได้ขยับขึ้นมาด้วยเช่นกัน โดยคาดกันว่า อาจจะเป็นแรงซื้อของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ เท่านับจากต้นปีซื้อสุทธิรวมกันกว่า 1,622 ล้านบาท

ส่วนนักลงทุนรายย่อยนับจากต้นปี 69 ซื้อสุทธิ 4,825 ล้านบาท

อ้อ…สุดท้ายคือ นักลงทุนสถาบัน เขาขายสุทธิ (นับจากต้นปี 69) รวมกว่า 10,282 ล้านบาท

Back to top button