
ฝรั่งหอบเงินหนี!
หากพูดกันตามทฤษฎีที่เล่าเรียนมาจะเห็นว่า เงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทั่วโลกพากันเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ
หากพูดกันตามทฤษฎีที่เล่าเรียนมาจะเห็นว่า เงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทั่วโลกพากันเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของ “ทรัมป์” จะเกิดอาการเพี้ยน ๆ ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จึงพยายามโยกสินทรัพย์ไปลงทุนอย่างอื่นที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ น้อยสุด เพราะรู้สึกว่า ดอลลาร์นับวันจะเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ ไงล่ะคะ
ผนวกกับท่าทีของยุโรปที่ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจแบบเกลือจิ้มเกลือ ยิ่งเป็นแรงกดดันที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนผู้ส่งออกบางรายพูดไปในทางเดียวกันว่า หากการเมืองระหว่างประเทศยังตึงเครียดในทุกมิติต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในภาวะชะลอตัว และจะกระทบกับสภาพสังคมอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้เจ้าค่ะ
ถามว่า ทำไมอีฉันถึงเลือกที่จะพูดถึงประเด็นข้างต้น อีฉันตอบได้ทันทีว่า มันเป็นผลมาจากเงินสดกำลังมีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับความจริงที่เกิดกับโลก และความเชื่อมั่นในทุกมิติกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก รวมทั้งผู้คนไม่มั่นใจว่า จะฝากอนาคตไว้กับระบบการเงินเดิม ๆ ได้อีกต่อไป จึงทำให้ราคาทองพุ่งไม่หยุดสักที!..หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยขึ้นได้ไม่เต็มที่นะจ๊ะ
เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยหลังจากขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,300 จุด และกำลังพยายามขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,350 จุด แต่ดันเริ่มมีแรงขายออกมาเป็นระลอก (ฝรั่งขาย 3 วัน 2.25 พันล้านบาท) ดัชนีเลยยืนปิดได้แค่ระดับ 1,314.39 จุด บวกไป 2.75 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.09 หมื่นล้านบาท กลายเป็นช็อตที่ทำให้ “โมนิก้า” ต้องกลับมาคิดอีกครั้งว่า จะเหมือนกับครั้งก่อนที่ขึ้นมาแถว 1,325 จุดแล้วย่อตัวลงเรื่อย ๆ อะป่าว?
โดยเฉพาะในรายของ KTC ซึ่งโบรกเกอร์หลายรายยังเชียร์ซื้อ หลังประกาศงบปี 68 ออกมาโตกว่าปี 67 ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นมาตลอด จนวันศุกร์ที่แล้วเริ่มมีแรงขายออกมาเป็นระลอก และทำให้หุ้นยืนปิดไปที่ระดับ 27.25 บาท ลบไป 0.50 บาท หรือลงไป 1.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 531 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นประเด็นที่ทำให้ต้องคิดมากหน่อย เพราะโมเมนตัมมันไม่เหมือนเดิมนะจะบอกให้
เหมือนกับในรายของ TTB ซึ่งเป็นหุ้นต่ำสิบที่ขาลุยชอบเล่น ก็ออกอาการเครื่องน็อคให้เห็นอีกครั้งแบบนี้ “โมนิก้า” บอกได้เลยว่า ตั้งแต่ประกาศงบปี 68 ไม่โตเหมือนที่หวัง ราคาหุ้นก็ขยับขึ้นไปไหนไม่ได้เลย และกำลังถูกแทนที่ด้วยแรงขายที่มากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าดูจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เทียบกับการยืนปิดที่ระดับ 1.99 บาท ลบไป 0.03 บาท หรือลงไป 1.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.14 พันล้านบาท เป็นการส่งสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่า?
ส่วนรายที่เห็นชัด ๆ ว่า ผลงานปี 68 น่าจะพลาดเป้า “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้น CCET เพื่อย้ำให้เห็นยอดขายช่วงโค้งสุดท้ายของปีในเดือน พ.ย. ลดลง 13% และในเดือน ธ.ค. ก็ลดลง 1% มันคือแรงกดดันที่กระทบโดยตรงกับกำไรอย่างแน่นอน ส่งผลให้การเด้งขึ้นต่อเนื่องร่วมสัปดาห์เป็นเพียงการเกาะกระแสตลาด และกลายเป็นข้อควรระวังการลงมาปิดที่ระดับ 5.05 บาท ลบไป 0.15 บาท หรือลงไป 2.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 230 ล้านบาท คือจบรอบใช่ไหมตัวเอง
สำหรับในรายของ LH ก็มีรูปแบบการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นคล้ายกับรายข้างต้น แต่ที่น่าคิดคือยอดขายบ้านในสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวยังดีไหม? และอย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ที่หุ้นขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากภาวะโดยรวมดีขึ้น และคนมาเล่นสตอรี่ปันผลเป็นหลัก “โมนิก้า” เลยไม่แน่ใจว่า การลงมายืนปิดที่ระดับ 3.96 บาท ลบไป 0.10 บาท หรือลงไป 2.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 169 ล้านบาท คือภาพที่ฟ้องว่า จบข่าวแล้วค่ะนายอะป่าว?
โมนิก้าและทีมงาน