
“สกพอ.–UTA” เซ็นร่วมลงทุนพัฒนา “เมืองการบินอู่ตะเภา” 6,500 ไร่ เริ่ม ก.พ.นี้
“สกพอ.” ร่วมกับ “UTA” ลงนามข้อตกลงพัฒนา โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา บนพื้นที่ 6,500 ไร่ เริ่มกุมภาพันธ์นี้ ไม่รอโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ม.ค.69) นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. (EECO) พร้อมด้วย นายกวิน กาญจนพาสน์ และ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ร่วมลงนามในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ
โดยมี นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร UTA และคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กร ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายจุฬา กล่าวว่า ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับ ก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้าง และการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทาง UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
นอกจากนี้ จากการสละสิทธิเงื่อนไขดังกล่าว สกพอ. เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed หรือ NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มต้นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลังจากการออก NTP แล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังจากการแจ้ง NTP โครงการฯ ทาง UTA จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร และดึงดูดนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่
ปัจจุบันพื้นที่โครงการฯ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับของสนามบินอู่ตะเภา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา-บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้

ด้านนายคีรี กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก หรือ EECa ขอขอบคุณในความร่วมมือของภาครัฐ ที่ทำให้เราสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้สำเร็จ และพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน เชื่อว่ามาตรการสนับสนุนตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประธานกรรมการบริหาร UTA เชื่อมั่นว่า EECa จะช่วยดึงดูดนักลงทุนระดับโลก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และส่งเสริมรายได้ ให้กับคนไทยได้ในระยะยาว เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Class Destination) และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
นับตั้งแต่เราเริ่มเซ็นสัญญาเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก จนถึงวันนี้นับเป็นเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง แม้จะพบกับปัญหามากมาย ที่ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก แต่ด้วยพันธมิตรที่ไม่ยอมแพ้และผลักดันโครงการกันอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการลงนามร่วมกัน เป็นครั้งที่ 4
“ผมมั่นใจว่าการลงนามในครั้งนี้ จะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยโครงการแรกที่คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงปลายปีนี้ บนพื้นที่ 6,500 ไร่ จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับนักลงทุน และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า EECa พร้อมเปิดรับนักลงทุนทุกคน และจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง” นายคีรี กล่าว

