
ลุ้นเงินต่างชาติดันหุ้นไทยไปต่อ
การเตรียมปรับน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียใน MSCI ส่งผลให้ดัชนี Jakarta Composite ปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง
เส้นทางนักลงทุน
การเตรียมปรับน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียใน MSCI ส่งผลให้ดัชนี Jakarta Composite ปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง อันเป็นผลจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างรุนแรง นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นอินโดนีเซียสร้างระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน จากก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายสุทธิ ซึ่งเม็ดเงินที่ไหลออกเหล่านี้จำเป็นจะต้องหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ปลอดภัยกว่า นั่นทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจ
ทั้งนี้ MSCI เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับลดตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก Emerging สู่ Frontier Market และปรับลดสัดส่วนหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Market ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ และจะคงน้ำหนักไว้จนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหา Free float ที่ไม่ตรงตามความจริงจนทำให้ตลาดผันผวน
MSCI ตั้งคำถามต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซียถึงปัญหา free float ที่ต่ำ และความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุน ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และ MSCI จะระงับการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ใหม่ของอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets
รวมถึงระงับการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์หมุนเวียนที่นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ โดยระบุถึงปัญหาด้านความน่าลงทุน และความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับกรณีการฮั้วกันเพื่อปั่นราคาหุ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง เช่น Goldman Sachs และ UBS ปรับลดมุมมองต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
ประเด็นดังกล่าวจะเป็นแรงกดดันต่อตลาดอินโดนีเซียต่อเนื่องจนกว่าจะมีความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์และผลการทบทวนของ MSCI ซึ่งมีการประเมินโดย Goldman ว่าในกรณีเลวร้าย อาจเกิดเงินทุนไหลออกมากกว่า 13 พันล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียแจ้งระงับการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว 30 นาที ตั้งแต่เวลา 13:43:13 น.ถึง14:13:13 น.ตามเวลาท้องถิ่น ให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์
ทั้งนี้ระหว่างนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งยกระดับความโปร่งใสและโครงสร้างตลาด ซึ่งเป็นช่วงที่ MSCI จะทำการประเมินสถานะการเข้าถึงตลาดอีกครั้ง หากความคืบหน้ายังไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่การลดน้ำหนักในดัชนี MSCI หรือแม้แต่การปรับลดสถานะตลาดลงได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย จะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยเป็นทางเลือกในการเข้าลงทุนในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยจะเห็นว่ามีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยในวันที่ 27 มกราคม 2569 รวมทั้งสิ้น 4,493.94 ล้านบาท และซื้อสุทธิในวันที่ 28 มกราคม 2569 จำนวน 458.88 ล้านบาท ซึ่งยอดซื้อลดลง แต่ยังคงรักษาสถานะการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
ปัจจัยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ดึงดูดให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย และการโยกย้ายเงินทุนออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียและกระจายไปยังตลาดหุ้นเกิดใหม่แห่งอื่น ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนต่างชาติจะกระจายการลงทุนเข้ามาด้วย
“ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชีย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีขนาดเล็กเมื่อมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น
“ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวมาอยู่เหนือระดับ 1,300 จุด ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรก โดยมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ เพราะตลาดหุ้นไทยถือว่าไม่แพง
ส่วนที่มีคนตั้งคำถามว่าตลาดหุ้นไทยขาดเสน่ห์ เพราะตลาดหุ้นไทยมีแต่กลุ่มหุ้นเดิมที่เป็นพลังงาน 30% ของมาร์เก็ตแชร์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10% แต่จากที่เม็ดเงินลงทุนตรง (FDI) เข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2569 อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีแผนที่จะดึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หุ้นเทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้าไปหารือกับ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด ซึ่งหากเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จะมีมาร์เก็ตแคปหลักหมื่นล้านบาท”
“ดร.กอบศักดิ์” ชี้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในปีนี้ถือว่าไม่ง่าย เนื่องจากมีความผันผวนสูงมากจากความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ดังนั้น นักลงทุนควรที่จะลงทุนอย่างระมัดระวัง ควรเลือกลงทุนในหุ้นเป็นรายตัว และเป็นหุ้นที่นักลงทุนมีการศึกษาข้อมูลมาอย่างดี และสามารถถือครองได้ระยะยาวแม้ในช่วงที่ราคาหุ้นมีความผันผวน
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ เนื่องจากเผชิญปัจจัยกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าคาด รวมทั้งดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มรีบาวด์เล็กน้อย ประกอบกับใกล้ช่วงเลือกตั้งในประเทศ และผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยประธานเฟดยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวัง และไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้
ยังไม่มีกูรูคนไหนคาดการณ์ได้ว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามากน้อยแค่ไหน และการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นนักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

