InnovestX จัดพอร์ตปี 69 แนะหุ้นนอกสหรัฐ เสริมตราสารหนี้–ทองคำ พ่วง 4 ธีมเด่นหุ้นไทย

InnovestX จัดกลยุทธ์ลงทุนปี 69 ท่ามกลางตลาดผันผวน แนะกระจายพอร์ตหุ้นนอกสหรัฐฯ เสริมตราสารหนี้คุณภาพดี และทองคำ ขณะที่หุ้นไทย ชู 4 ธีมหลัก หุ้นปันผลดี กำไรเติบโต Turnaround และ Undervalued อาทิ AP, KTB,MTC,TRUE,CENTEL,TU, CPALL, OR พร้อมประเมินกรอบ SET ที่ 1,350–1,400 จุด


บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ประเมินภาพรวมการลงทุนในปี 2569 ภายใต้ Theme “Riding the Wild Horse” โดยมองว่าตลาดการเงินโลกยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี จากเศรษฐกิจที่ชะลอแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย นโยบายการเงินโลกส่วนใหญ่ยังผ่อนคลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนอาจจะเพิ่มมากขึ้น จากความเสี่ยงทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึง Valuation ที่ตึงตัวยิ่งขึ้น ทำให้การลงทุนในปีนี้ต้องอาศัยการเลือกสรรอย่างรอบคอบและมีวินัย สำหรับการลงทุนในต่างประเทศยังให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ (ROW) หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก และตลาดเกิดใหม่บางประเทศที่ Valuation ยังอยู่ในระดับเหมาะสม ควบคู่กับอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จาก AI โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน รวมถึงการกระจายความเสี่ยงผ่านตราสารหนี้คุณภาพดีและทองคำ

ด้านตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมาย SET Index ที่ระดับ 1,350–1,400 จุด ตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ ในไตรมาสแรกจากแรงหนุนการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเด่น ได้แก่ กลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและเป็นกลุ่มเชิงรับ เช่น กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร

ด้านนายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า “การลงทุนในปี 2569 ที่คาดจะยังให้ผลตอบแทนที่ดี จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้ แม้จะชะลอตัวลงบ้างแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แรงส่งจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐยังเป็นบวกต่อมาในช่วงต้นปี แต่มีความผันผวนของตลาดสูงขึ้น โดยเฉพาะใกล้เข้าสู่ช่วงกลางปีที่ความกังวลเงินเฟ้ออาจเพิ่มกลับขึ้นมา

ดังนั้น การลงทุนในปี 2569 ต้องคัดสรรและกระจายตัวมากขึ้น จากความเสี่ยงการลงทุนที่เกิดจาก Valuation สูงขึ้นมากในหลายตลาด อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน สงครามการค้าที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นจากบุคลิกของ ประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดเดาได้ยาก ทำให้ตลาดการเงินผันผวน เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีน-ญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับจีน และชาติยุโรปที่เคยเป็นพันธมิตรมายาวนาน”

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นลักษณะ Year of Two Halves โดยชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกจากผลของสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบาย ก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มของประเทศฝั่ง Global South โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC จะมีบทบาทมากขึ้น ท่ามกลางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากโอกาสเกิดลานีญา (La Niña) ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก

สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.4% ลดลงจากปีก่อน อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐและการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ในส่วนของการเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ราบรื่นและคณะรัฐมนตรีใหม่สามารถอนุมัติผ่านงบประมาณปี 2570 ภายในไตรมาส 2 ก่อนจะนำเข้าสู่สภาฯ จะทำให้การบังคับใช้งบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้ามากนัก ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่าง ๆ หากทำได้จริงอาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากกรณีฐานประมาณ 0.12-0.50%  (Percentage point)”

นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในปี 2569 ควรเน้นความสมดุลระหว่างการอยู่ในตลาดและการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างมีวินัย ภายใต้แนวคิด Stay Invested, Stay Selective โดยหุ้นโลก (Global Equity) ยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ที่ Valuation ยังเหมาะสม พร้อมให้น้ำหนักกับธีม AI, Digital Transformation และหุ้นขนาดกลาง–เล็กที่กำไรเริ่มฟื้นตัว

นักลงทุนสามารถลงทุนตามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ผ่านกองทุนที่สะท้อนธีมการลงทุน เช่น SCBRS2000(A), KFCHINA-T10PLUS-A และ K-INDX รวมถึงทางเลือกอย่าง DR23 ของ InnovestX ที่ช่วยให้เข้าถึง ETF หรือหุ้นต่างประเทศรายตัวผ่านตลาดหุ้นไทย อาทิ หุ้นจีน CHNXT5023, HSHD23, BABA23, SMIC23 และหุ้นญี่ปุ่น SOFTBANK23, SUSHI23, TEL23  เพื่อเสริมการกระจายพอร์ตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับตราสารหนี้ แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี อายุปานกลางราว 3–5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin เหมาะลงทุนในสัดส่วนจำกัด และ ทองคำ ยังมีบทบาทช่วยกระจายความเสี่ยง แนะนำกองทุน UOBSG-H”

นายรัฐศรัณย์ ระบุว่า ราคาทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเป้าหมายราคาที่เคยให้ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วสำหรับปีนี้คือ 4,975 ซึ่งปัจจุบันราคาได้ทะลุระดับ 5,000 ไปแล้ว จากการปรับสมมติฐานใหม่ เป้าหมายราคาทองคำในกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) ถูกมองไว้ที่ระดับ 5,700 สำหรับรอบนี้

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยมุมมองการลงทุนว่า ภาพรวมกลยุทธ์ยังคงยึดกรอบเดิม โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (EM)

ทั้งนี้กระแสเงินทุนที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในช่วงปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเชิงอารมณ์ แต่มีที่มาจากการประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มตึงตัว ขณะที่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังตลาดที่มีการเติบโตสมเหตุสมผลและความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และตลาดเอเชีย

โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปรับตัวขึ้น แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Samsung ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในหลายประเทศมีพื้นฐานจากผลประกอบการจริง ไม่ใช่การเก็งกำไรล้วน ๆ

นายสิทธิชัย ระบุว่า สำหรับมุมมองรายไตรมาส โดยเฉพาะไตรมาส 1/69 เป็นช่วงที่เอื้อต่อการลงทุนในหุ้นมากที่สุด จากปัจจัยหนุนทั้งผลประกอบการ สงครามการค้าที่ยังไม่รุนแรง และแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ยังดำเนินต่อ

อย่างไรก็ตามในช่วง ไตรมาส 2–3 ปี 2569 ตลาดอาจเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล และความเสี่ยงที่จีนอาจลดระดับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยอาจทำได้ยากขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เริ่มมีมุมมองลดดอกเบี้ยจากเดิมคาด 50 bps เหลือเพียง 25 bps สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังแข็งแรง แต่ในขณะเดียวกันก็ลดแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงกลางปี

ส่วนไตรมาส 4/69  มีโอกาสเห็นตลาดหุ้นฟื้นตัวอีกครั้ง หากความไม่แน่นอนด้านการเมืองทั้งในและต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย รวมถึงกระแสเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ระดับ 1 นาโนเมตร และความคืบหน้าในเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งอาจเริ่มกลับมาเป็นธีมการลงทุนในช่วงปลายปี แม้ปัจจุบันยังไม่มี use case เชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน

ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนสำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศ InnovestX แนะนำเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตชัดเจน โดยตลาดสหรัฐฯ ยังเด่นในกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพ เช่น Amazon, Google, Meta และ Eli Lilly ขณะที่ยุโรปน่าสนใจในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น LVMH และ Orsted ส่วนจีนเน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐ อาทิ Tencent และ CATL

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในไทย แนะนำให้นักลงทุนใช้แนวทาง Selective Play มากขึ้น โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

-หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตลงทุน (Dividend Stock) เช่น AP KTB

-หุ้นกำไรเติบโตดีและยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แนะนำ MTC, TRUE

-หุ้นที่กำไรพลิกเติบโตหรือพลิกมีกำไร Turnaround Stock

-หุ้นราคายังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน กำเติบโตต่อเนื่อง และ Valuation ถูก โดย PER PBV <-1SD (Undervalued Stock) แนะนำกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร และค้าปลีก เช่น CENTEL, TU, CPALL และ OR”

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายสิทธิชัย ยังคงกรอบเป้าหมายดัชนีที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าช่วงต้นปีมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ช่วงกลางปีต้องระวังแรงชะลอ ก่อนจะมีโอกาสฟื้นอีกครั้งในช่วงปลายปี หากปัจจัยเสี่ยงสำคัญผ่านพ้นไป

Back to top button