พาราสาวะถี

ภาพหวานชื่น 2น.1พ. อาจช่วยสยบข่าวความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย แต่หาได้มีใครเชื่ออย่างเต็มร้อยว่า ความบาดหมางที่เกิดขึ้นมันถูกสมานปิดแผลได้สนิท


ภาพหวานชื่น 2น.1พ. อาจช่วยสยบข่าวความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย แต่หาได้มีใครเชื่ออย่างเต็มร้อยว่า ความบาดหมางที่เกิดขึ้นมันถูกสมานปิดแผลได้สนิท ไม่มีความคลางแคลงใจกันอีกแล้ว ยิ่งในช่วงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในทุกกระทรวง โดยเฉพาะที่มหาดไทยทำให้จับตามองกันอีกครั้ง อำนาจและบารมีของ อนุทิน ชาญวีรกูล คือหนึ่งเดียวที่จะตัดสินใจในกระบวนการบริหารประเทศ หรือต้องรอไฟเขียว คำสั่งจาก เนวิน ชิดชอบ พี่ชายที่เคารพรัก

การเมืองภายในพรรคสีน้ำเงินเต็มไปด้วยคำถาม ทว่าคงไม่สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากไปกว่านี้ พลันที่เกิดภาพเสี่ยหนูก้มลงกราบบนตักของ ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่เดินทางไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพของ เกรียง กัลป์ตินันทน์ แม่ทัพอีสานใต้ของพรรคเพื่อไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน กลับเกิดคำถามตัวโต ตามมาด้วยสารพัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จริงอยู่ในมุมของนายกฯ ปัจจุบัน เหตุผลที่ต้องแสดงออกเช่นนั้น เพราะครั้งแรกที่ตนได้ก้าวเท้ามาเป็นเสนาบดีคือ การนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขเมื่อคราวรัฐบาลไทยรักไทย

แวดวงการเมืองผู้ที่ได้รับโอกาสย่อมไม่ลืมพระคุณผู้ให้โอกาส จริงอยู่ที่เส้นทางการเมืองระหว่างสองคนหรือสองพรรค อาจทำให้เกิดอาการเขม่นกันบ้างเป็นบางเวลา หรือแทบจะทุกครั้งที่มีจังหวะ แม้กระทั่งการร่วมรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน กับ แพทองธาร ชินวัตร ที่ผ่านมา แต่นั่นมันเป็นเรื่องของท่วงทำนองที่ต่างฝ่ายต่างต้องทำเพื่อกุมความได้เปรียบ หากความเป็นจริงถ้าได้ชื่อว่านักการเมืองอาชีพ และอยู่มาอย่างยาวนาน จะยึดถือแนวทางไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรกันโดยเคร่งครัด

บอกมาโดยตลอดว่า หากเป็นเรื่องของโลกทั่วไป เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ว่าคนรุ่นใดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ในแวดวงการเมือง นักการเมืองรุ่นใหม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ บ่มเพาะประสบการณ์ เพื่อไม่ให้ถูกหลอกหรือตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ประเด็นนี้แกนนำของพรรคสีส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล กระทั่งเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบันต่างรู้ดี ดังนั้น ภาพก้มกราบของอนุทินที่แสดงต่อทักษิณจึงเป็นตัวบ่งชี้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

นักการเมืองรุ่นใหม่ รักใคร เกลียดใคร จะป่าวประกาศให้โลกรู้ และต้องเลือกข้างชัดเจน ไม่เหลือทางเลือก หรือวางทางถอย หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จึงเกิดปรากฏการณ์ทะลุซอย สุดโต่ง หลุดโลก จนยากที่กู่กลับได้ ไม่คิดสานสัมพันธ์ วางสะพานเชื่อมเพื่อความร่วมมือในอนาคต นั่นจึงทำให้รู้สึกเหมือนถูกโดดเดี่ยว หรืออย่างที่ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคสีส้มยอมรับเหมือน วิ่งชนกำแพง สู้ยังไงก็ไม่ชนะ

เหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องของหลักการ อุดมการณ์ หากแต่เป็นแนวทางของคนที่เข้าสู่ถนนการเมือง เป็นนักการเมือง สังกัดพรรคการเมือง เป้าหมายคือการได้เป็นฝ่ายบริหาร หากแยกย่อยออกไปก็จะมีทั้งประเภทเข้าไปเพื่อทำงาน ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี กับหวังไปกอบโกยผลประโยชน์ ไม่ว่าจะวางเจตนาไว้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องให้ได้เข้าไปอยู่ในอำนาจบริหารประเทศเสียก่อน จากนั้นจึงจะเป็นจังหวะเวลาที่จะช่วยให้ได้แสดงศักยภาพในการทำงาน ใช้ความรู้ ความสามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประชาชนจดจำ

กรณีของทักษิณถือเป็นบทพิสูจน์ ทั้งที่หลังจากพ้นคุกหนนี้บิ๊กแม้วทำตัวโลว์โปรไฟล์ อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ก็ยังถูกจับตามองทุกย่างก้าว ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การไปร่วมงานศพของผู้ที่รักและผูกพันกันในฐานะนักการเมือง เมื่อเกิดภาพที่นายกฯ ปัจจุบันแสดงความเคารพต่ออดีตนายกฯ ในฐานะผู้อาวุโส และผู้มีพระคุณ ก็ถูกนำไปขยายผลต่าง ๆ นานา ฝ่ายที่จงเกลียดจงชังก็แสดงความเห็นไปสารพัด ไม่ว่าจะยกอะไรมาอ้างสุดท้ายสรุปได้เหมือนกัน ต่อให้ทำดีอย่างไรนายใหญ่เพื่อไทยก็เป็นได้แค่คนเลวในสายตาคนเหล่านั้น

การเมืองว่าด้วยการบริหารอำนาจ ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในตำแหน่งนายกฯ กับรัฐมนตรีเท่านั้น แต่มันรวมไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดด้วย มิเช่นนั้น พรรคสีน้ำเงินคงไม่ถูกมองว่ากุนซือหมอผีเขมรมีอำนาจเหนือกว่าอนุทิน เช่นเดียวกับเพื่อไทยแม้จะมีการการันตีว่า ทักษิณไม่ได้เข้ามาข้องแวะ ชี้แนะชี้นำใด ๆ ต่อพรรค ไม่ใช่แค่คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เชื่อเช่นนั้น พรรคแกนนำรัฐบาลเองก็มองเช่นเดียวกัน ดังนั้น ทุกจังหวะก้าวจึงต้องประคับประคอง เดินไปด้วยกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการอยู่บนเส้นทางบริหารอำนาจ

จะเห็นได้ว่า เสี่ยหนูย้ำมาโดยตลอดตั้งแต่คราวรัฐบาลแพทองธาร กระทั่งตัวเองพลิกบทบาทมาเป็นผู้นำแล้วมีเพื่อไทยมาเป็นพรรคร่วม ต่างทำงานร่วมกันด้วยความร่วมมือที่ดี ไม่มีความขัดแย้ง หรือไม่ลงรอยใด ๆ นั่นเป็นเพราะบริบทของสถานการณ์ที่เป็นไป ไม่ว่าจะภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมไปถึงเรื่องเฉพาะหน้าที่อนุทินกับพรรคสีน้ำเงินต้องเผชิญ หากไม่จับมือกันให้เหนี่ยวแน่น เสถียรภาพมีแต่จะสั่นคลอนที่คิดจะอยู่ยาวมันจะอายุสั้นแบบไม่คาดคิด

ไม่ว่าจะมีการปูดดีลใดขึ้นมาก็ตาม ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าอนุทิน-ทักษิณ คำสั่งและภารกิจที่ได้รับมาร่วมกันนั้นคืออะไร อาจมีการขบเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบกันบ้างถือเป็นจังหวะของการเมือง แต่เมื่อต้องร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายที่ถูกขีดไว้ จำเป็นต้องประสานความร่วมมือเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางจนเสียงาน ส่วนการเผชิญกับข่าวร้อนทั้งหลาย ที่เวลานี้เห็นได้ชัดว่ามุ่งกระแทกไปยังพรรคสีน้ำเงินโดยตรง ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเรื่องผลแห่งการกระทำ ใครทำกรรมแบบไหนไว้ก็ต้องรอรับแบบนั้น กลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจที่วางไว้เพื่ออุ้มสมสายตรงอนุรักษ์นิยม พร้อมจะช่วยเท่าที่จะแบกกันไหว ถ้าหลับหูหลับตาช่วยทุกอย่างมีแต่จะพากันพังทั้งคณะ

อรชุน

Back to top button