
“ศุลกากร” ทลายของเถื่อน 12.52 ล้านบาท! ยึด “ปากกาผอม-ยาอี-บุหรี่” ลักลอบขนเข้าไทย
“พันธ์ทอง” สั่งศุลกากรทั่วประเทศสนองนโยบาย “อนุทิน-เอกนิติ” กวาดล้างขบวนการเถื่อนข้ามชาติ ฟาด 4 บิ๊กล็อตยึดของกลาง 12.52 ล้านบาท รวบหนุ่มจีนลอบขนปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 ไร้ อย. 8,900 ชิ้น คาสุวรรณภูมิ ยึดบุหรี่เถื่อนโคราช 6.5 แสนมวน-สกัดยาอีซุกอาหารเสริมส่งตรงจากอังกฤษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำหนดนโยบายเร่งรัดให้กรมศุลกากรบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน และปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และยาเสพติดในทุกช่องทาง ทั้งท่าอากาศยาน พัสดุขนส่งเอกชน และด่านพรมแดน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสุขอนามัยของประชาชน
โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร, นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีรักษาการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี และ นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกพื้นที่เฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวด จนสามารถตรวจยึดของกลางสำคัญในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 รวม 4 คดี มูลค่ารวมกว่า 12.52 ล้านบาท
ทั้งนี้ นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้โดยสารชายชาวจีน ซึ่งเดินทางมาจากกรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ หลังทำการตรวจค้นพบปากกาลดน้ำหนักบรรจุอยู่ภายในกระเป๋าเดินทางจำนวน 2 ใบ รวมทั้งสิ้น 8,900 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,340,000 บาท
ขณะเดียวกันปากกาลดน้ำหนักดังกล่าวจัดเป็นยาฉีดควบคุมพิเศษในกลุ่ม GLP-1 ที่มีการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับยา และไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากร พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 รวมถึงฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผลการปราบปรามในพื้นที่ภูมิภาค นางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ได้ร่วมกับหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กองสืบสวนและปราบปราม เข้าตรวจสอบพัสดุที่รับขนส่งผ่านบริษัทเอกชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
ขณะที่ผลการตรวจสอบพบเป็นบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่ไม่ติดอากรแสตมป์ และไม่ปรากฏหลักฐานการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 3,270 คอตตอน หรือคิดเป็น 654,000 มวน มูลค่ารวมกว่า 3,270,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานลักลอบนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560
ส่วนการสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 กองสืบสวนและปราบปรามได้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการ AITF ตรวจสอบพัสดุสินค้าเร่งด่วนขาเข้าระหว่างประเทศที่มีต้นทางมาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งสำแดงชนิดสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร(Essential Amino Acids supplement)
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบยาเสพติดให้โทษในประเภท 1(MDMA) บรรจุอยู่ในแคปซูลใสซุกซ่อนภายในห่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำหนักรวม 485 กรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,910,000 บาท ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานพยายามนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 จึงได้ตรวจยึดของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้านการคุมเข้มแนวชายแดนภาคใต้ นายหะริน หอวัง นายด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ภายใต้การกำกับของ นายพิชยา เจริญสันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้บูรณาการร่วมกับ มว.ปล.ที่ 2 ร้อย.ร. 5021 ฉก.นครินทร์ ทำการตรวจค้นสัมภาระรถยนต์ส่วนบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศบริเวณพรมแดนขาเข้าไทย-มาเลเซีย ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์
นอกจากนี้ผลการตรวจค้นบริเวณท้ายยานพาหนะพบของกลางเป็นอุปกรณ์สวิตช์เครือข่ายที่มีเมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 6 เครื่อง มูลค่ากว่า 1,000,000 บาท อันเป็นความผิดฐานพยายามนำเข้าซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 252 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของกลางพร้อมนำตัวผู้ต้องหาส่งด่านศุลกากรปาดังเบซาร์เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับการเดินหน้ากวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตามที่กล่าวข้างต้น สอดคล้องกับมาตรการคุมเข้มการนำเข้า-ส่งออกสินค้าของกรมศุลกากร เพื่อปกป้องผู้ประกอบการที่สุจริตและรักษาวินัยการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ

