
“โกลเบล็ก” ชู 4 หุ้น Defensive รับภาวะเงินเฟ้อสูง มอง กนง. คงดอกเบี้ยต่อ
“โกลเบล็ก” ชี้เงินเฟ้อสูงกดดันกำลังซื้อ–หุ้นค้าปลีก แนะลงทุน 4 หุ้น Defensive ได้แก่ ADVANC, TRUE, BDMS, BH พร้อมทยอยสะสมหุ้นแบงก์เมื่อราคาย่อตัว มอง กนง. คงดอกเบี้ย 1.00% ต่อ หลัง “พาณิชย์” เผยเงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน หลังราคาน้ำมันเพิ่ม 29.18%
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนตุลาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 3.90% เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากแรงผลักดันด้านต้นทุน (Cost-Push Inflation) เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยมองว่าหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบคือกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนภายใต้ภาวะเงินเฟ้อสูง หากตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลง มองว่าหุ้นกลุ่ม Defensive หรือหุ้นตั้งรับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงตามภาวะตลาด แต่ภาพรวมการจ่ายเงินปันผลยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ผลการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยหุ้นกลุ่ม Defensive ที่แนะนำในขณะนี้มี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มองว่าหากราคาหุ้นปรับตัวลดลง สามารถทยอยสะสมได้ เนื่องจากหากเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการสินเชื่อจะกลับมาเพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการสินเชื่อสูง (High Season) โดยภาคธุรกิจมีความต้องการกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการผลิตสินค้าในช่วงปลายปี รองรับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ทั้งนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ระดับเป็นกลาง (Neutral)
นางสาววิลาสินี เห็นด้วยกับการประเมินของกระทรวงพาณิชย์ที่มองว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ยังคงเป็นบวกต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเจรจายุติความขัดแย้งได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการจัดเก็บภาษีเพื่อกดดันประเทศคู่แข่งทางการค้า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออก เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ การที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ยาก ขณะที่โอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ยังมีไม่มาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่ง ประกอบกับมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมและความไม่แน่นอนด้านต่าง ๆ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 หากอัตราเงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้นและเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น อาจมีโอกาสเห็น กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ แต่สำหรับระยะปัจจุบันยังคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย โดยไม่มีการปรับขึ้นหรือปรับลด
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ 103.90 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากเดือนกันยายนที่เพิ่มขึ้น 2.82% และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 10 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.77%
ปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 29.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ 2.18 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 56% ของอัตราเงินเฟ้อทั้งหมด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 1.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายน 2569 คาดว่าจะยังคงเป็นบวก จากแรงกดดันของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ต้นทุนอาหารสำเร็จรูปและค่าโดยสารบางประเภท รวมถึงความเสี่ยงจากราคาผักสด ขณะที่ค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่ารอบก่อนหน้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย และสถานการณ์น้ำท่วมที่เริ่มคลี่คลาย จะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ที่ 1.8–2.2% โดยมีค่ากลาง 2.0%
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“น้ำมันแพง” ดันเงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.9%! “พาณิชย์” คงเป้าทั้งปี 1.8–2.2%

