NER พุ่ง 8% ลุ้นคว้างาน “โรงไฟฟ้าชุมชน” 3 MW มั่นใจกำไร Q2 เดินหน้า “นิวไฮ” ต่อเนื่อง

NER พุ่ง 8% ลุ้นคว้างานโรงไฟฟ้าชุมชน 3 เมกะวัตต์ โบรกฯชี้ กำไรปกติไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 492 ลบ. เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ก.ค. 64) ราคาหุ้นบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)หรือ NER ณ เวลา 11.38 น. อยู่ที่ระดับ 7.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.55 บาท หรือ 7.69% โดยทำจุดสูงสุดที่ 7.75 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 7.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 866.96 ล้านบาท

โดยราคาหุ้น NER ปรับตัวขึ้นร้อนแรง ส่วนหนึ่งเชื่อมั่นว่าหลังจากทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 โดย NER นั้นได้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค  ซึ่งจะมีโอกาสจะได้รับจำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้า 3 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 13 ก.ค.64 โดยคาดว่า NER จะรายงานกำไรปกติอยู่ที่ 492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 210% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน มีปัจจัยสนับสนุนมาจากปริมาณการขายคาดว่าจะอยู่ที่ 116,000 ตัน (เพิ่มขึ้น 84% จากงวดเดียวกันของปีก่อน, และเพิ่มขึ้น 29% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าเลื่อนส่งสินค้าจากไตรมาส 1/2564 มากเป็นไตรมาส 2/2564

อีกทั้งคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 12% ลดลงจากไตรมาส 1/2564 ที่ 12.8% เป็นผลมาจากราคายางเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ 154 US cent/kg (เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน) ซึ่งเป็นราคา ขายบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2564 ปรับตัวขึ้นมามากกว่าการปรับตัวขึ้นของราคายางเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 1/2564 ที่167 US cent/kg (เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน) ซึ่งเป็นราคาขายบริษัทในช่วงไตรมาส 2/2564

นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างกำลังการผลิต อีก 50,000 ตัน/ปี (ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 465,000 ตัน/ปี) ในช่วงไตรมาส 3/2564 โดยเป็นการซื้อ เตาอบเพื่อขยายกำลังการผลิตในส่วนของยางแท่ง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มรับรู้ รายได้จากกำลัง การผลิตใหม่ได้ในช่วงไตรมาส 1/2565 อีกทั้งในช่วงปลายไตรมาส 3/2564 บริษัทคาดว่าจะได้รับการส่งมอบ เครื่องจักรในธุรกิจแผ่นปูนอนวัว โดยจะเริ่มรับรู้ รายได้ในช่วงไตรมาส 1/2565 เป็นต้นไป

ทั้งนี้มีการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 เพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 1,863 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 117% จากงวดเดียวกันของปีก่อน  และกำไรสุทธิปี 2565 เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,981 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน) ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจาก 1) ปรับปริมาณการขายปี 2564  ขึ้นเป็น 450,000 ตัน จาก 440,000, คงปริมาณการขายปี 2565 ที่ 480,000 ตัน 2) ปรับ gross margin ขึ้นเป็น 12.2% จาก 12% จากแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ที่ดีกว่าคาด โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 มี upside จาก 1) ปริมาณการขาย เพิ่มขึ้น 2) การรับรู้ รายได้จากธุรกิจใหม่ ได้แก่แผ่นปูนอนวัวและธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชน โดยเรายังไม่ได้ รวมธุรกิจใหม่เข้าไปในประมาณการ

ดังนั้นปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.00 บาท อิงปี 2564 PER 9.0 เท่า  สาเหตุจากการปรับ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น ทั้งนี้ราคาเป้าหมายเราได้รวมในจำนวนหุ้น Fully diluted ใน ส่วนของ Warrant เข้าไปเรียบร้อยแล้ว

Back to top button