CPALL ไม่เดียวดาย?

วันก่อนอีฉันเม้าท์ถึงเรื่อง CPALL ยังไม่ละเอียดเท่าที่ควร เพราะมีเรื่องร้อนหลายประเด็นที่ต้องเม้าท์ถึง วันนี้เลยถือโอกาสเปิดพื้นที่ให้กับหุ้นตัวนี้แบบจัดเต็ม


วันก่อนอีฉันเม้าท์ถึงเรื่อง CPALL ยังไม่ละเอียดเท่าที่ควร เพราะมีเรื่องร้อนหลายประเด็นที่ต้องเม้าท์ถึง วันนี้เลยถือโอกาสเปิดพื้นที่ให้กับหุ้นตัวนี้แบบจัดเต็ม เพื่อให้ทุกคนได้เห็นกระบวนการทำงานที่ไล่ไปทีละสเต็ป มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้คนบางกลุ่มแสดงตัวเป็นผู้รู้ และจินตนาการไปไกลแบบสุดกู่ จึงทำให้เรื่องราวบานปลายไปไกลเกินกว่าที่ผู้บริหารจะอยู่เฉยได้พะยะค่ะ

หากมองเรื่องดังกล่าวให้ลึกซึ้งจะเห็นว่า การที่กรรมการอิสระไม่เห็นด้วยกับนำ บ.เคาน์เตอร์เซอร์วิส, บ.ไทยสมาร์ทคาร์ด และบมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของ บ.เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องทุกประการ แต่ก็มีบางคนตีความเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กรไปซะงั้น

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงมากมายหลายหัวข้อ แต่มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนที่ CPALL เข้าไปซื้อ “แมคโคร-โลตัส” มีการทุ่มเงินเป็นแสนล้านเพื่อสร้างอาณาจักร “ค้าส่ง-ค้าปลีก” ครบวงจร มันเป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์แบบ แม้จะแลกมาด้วยหนี้ก้อนโต แต่ผลสัมฤทธิ์ของดีลดังกล่าวก็ทำให้ร้านสะดวกซื้อเจ้านี้ใหญ่เกินกว่าจะล้มได้ง่าย ๆ เพราะเป็นระบบนิเวศที่ลงตัวสุด ๆ ไงล่ะค่ะ

นอกจากนี้ยังมีการอธิบายไปถึงขั้นที่ว่า หากดึงเอา “แมคโคร-โลตัส” ออกไปจริง ๆ จะทำให้หุ้นกู้ CPALL มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ จึงเหมือนเป็นการย้ำหัวหมุดว่า กรรมการอิสระทำถูกที่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการจัดโครงสร้างใหม่ตามคำขอแบงก์ชาติ ขณะเดียวกันก็มีเสียงเม้าท์มอยว่า นี่เป็นการทำประชดหรือเปล่า? เพราะหากไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่าอะไรไม่ใช่เหรอ?

เรื่องดังกล่าวถูกสำทับด้วยความเห็นจากกรรมการที่ไม่เห็นด้วยว่า CPALL จะสูญเสียความคล่องตัวในการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่าง 3 บริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ และการเติบโตของธุรกิจในออนาคต และจะทำให้การดำเนินธุรกรรมทางการเงินขาดความเชื่อมโยง เพราะบริษัทเป็นตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าของ บ.เคาน์เตอร์เซอร์วิส รวมถึงการให้บริการอีมันนี่ของ บ.ไทยสมาร์ทคาร์ด ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า 7-Eleven นะนายจ๋า

ไม่เพียงเท่านั้นยังอธิบายต่อไปว่า บริษัทจะสูญเสียความเป็นกลางในการประกอบธุรกิจกับสถาบันการเงินอื่น ทั้งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมายาวนาน เพราะอาจก่อให้เกิดความกังวลในประเด็นการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร การคุ้มครองความลับทางการค้า ซึ่งจะทำให้ข้อตกลง และเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมีการทบทวนใหม่ในอนาคตนะออเจ้า

เหล่านี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เชื่อว่า วันที่ 29 พ.ค. 69 ผู้ถือหุ้นจะโหวตทางเลือกที่เป็นคุณกับบริษัทมากสุด เพราะมองไม่เห็นความจำเป็นต้องแยกธุรกิจที่เป็นจิ๊กซอว์สำหรับการเติบโตออกไป รวมทั้งผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงอีกกว่า 60% ก็คงทำนายอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรออก! อีฉันจึงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากไปกว่านี้ และรอดูต่อไปว่า หลังจากนี้จะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นอีกเจ้าค่ะ

ส่วนบรรยากาศการลงทุนก็คงไม่มีอะไรใหม่ที่ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว แถมหุ้นหลายตัววิ่งกลับมายืนใกล้กับช่วงก่อนเกิดสงคราม และตลาดหุ้นก็อยู่ในช่วงขึ้นเครื่องหมาย XD รวมทั้งมีแรงขายจาก sell on fact ก็มีให้เห็นเป็นระยะ “โมนิก้า” ถึงมองการยืนปิดที่ระดับ 1,483.50 จุด บวกไป 1.65 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.78 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้นะจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button