เปิด 14 หุ้น SET100 แกร่งกว่าตลาดฯ MEGA-JAS-DTAC นำทีม! สวน SET ร่วง 17 จุด

เปิด 14 หุ้น SET100 แกร่งกว่าดัชนีร่วง 17 จุด โชว์หุ้นนำทีมบวก MEGA-JAS-DTAC เกิน 2%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 ก.ค.64) อยู่ที่ระดับ 1,538.86 จุด ลดลง17.15 จุด หรือ 1.10% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 92,956.58 ล้านบาท โดยปรับตัวลงไปในทิศทางเช่นเดียวกับตลาดภูมิภาคส่วนใหญ่ติดลบตามตลาดสหรัฐฯหลังราคาน้ำมันร่วงแรงรับผลกลุ่มโอเปกพลัสมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแม้โควิดยังระบาดหนัก

โดยผลตามมาทำให้เกิดแรงเทขายออกมาในหุ้นกลุ่มพลังงานรับแรงกดดันมากตามไปด้วย เพราะราคาหุ้นปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังเจอแรงกดดันเพิ่มจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังสูงทำให้มีแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงในหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางออกมา โดยเฉพาะในกลุ่ม SET100 ที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพรวมของหุ้นกลุ่ม SET100 จะปรับตัวลง แต่หากมองอีกด้านหนึ่งจะพบว่ายังมีหุ้นกลุ่ม SET100 ปรับตัวขึ้นแกร่งกว่าดัชนีจำนวน 14 ตัว ได้แก่ ADVANC, BCH, BEM, BH, DTAC, EGCO, GULF, JAS, JMT, MAJOR, MEGA, PSL, TASCO และ TRUE  ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวขึ้นแกร่งสุด 3 อันดับแรกคือ MEGA, JAS และ DTAC 

อันดับ 1 บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ราคาปิดวันนี้ (20 ก.ค.64) อยู่ที่ระดับ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 5.26% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 348.27 ล้านบาท

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะยังมีปัจจัยพื้นฐานหนุน เนื่องจากทางบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวัน (16 ก.ค. 2564) ประเมิน MEGA โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2564 อยู่ที่ 342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน ซึ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยรายได้รวมขยายตัว 25% จากงวดเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ Mega We Care (MWC) เพิ่มขึ้น 24% จากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งเติบโตในทุกภูมิภาค (Region) (Southeast Asia, Africa & others) และ Maxxcare (MC) เพิ่มขึ้น 29% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 38.4% ขยายตัวจากงวดเดียวกันของปีก่อนจาก GPM ของ MWC ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยด้านกำไรที่ขยายตัวจากไตรมาสก่อนจาก GPM ที่ขยายตัว

นอกจากนี้ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 1,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากงวดเดียวกันของปีก่อน บนสมมติฐาน 1) รายได้ MWC ขยายตัว 7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ใน Southeast Asia และ Africa เติบโตต่อเนื่อง (2) รายได้ MC ขยายตัวต่อเนื่อง 10% จากงวดเดียวกันของปีก่อนจากฐานลูกค้า (Principal) ที่เพิ่มขึ้นและ (3) GPM ปรับตัวลงเล็กน้อย จากสัดส่วนรายได้ของ MC ที่เพิ่มขึ้น

อีกทั้งมองว่าจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสนใจกระแสสุขภาพ (Health Conscious) มากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ MEGA ได้ประโยชน์ในระยะยาว ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 49.00 บาท อิงค่า PER 27.70 เท่า

 

อันดับ 2 บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ราคาปิดวันนี้ (20ก.ค.64) อยู่ที่ระดับ 2.96 บาท เพิ่มขึ้น 0.14 บาท หรือ 4.96% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 188.18 ล้านบาท

ทั้งนี้เบื้องต้นมีการประเมินว่า จากกรณีราคาหุ้น JAS ปรับตัวขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกิดการโยกเก็งกำไรตัวเล่นจากลูกมาสู่แม่ หลังจากที่ทางบริษัทลูก JTS ถูกทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) ด้วยสภาพการซื้อขายปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้วย P/E และ P/BV สูงที่ 895 เท่า และ 40 เท่า ตามลำดับ แม้อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงหากสภาพการซื้อขายผันผวนโดยให้พิจารณาปัจจัยพื้นฐานให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

นอกจากนั้นขอให้บริษัทสมาชิกทุกรายกำกับดูแลการซื้อขายและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ JTS อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

โดยในปัจจุบันหลักทรัพย์ JTS อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 2 คือ ให้ผู้ลงทุนทุกประเภทวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ JTS และห้ามสมาชิกคำนวณ JTS เป็นวงเงินซื้อขายในทุกประเภทบัญชี มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. – 9 ส.ค. 2564

อนึ่งทาง JAS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในหลักทรัพย์ JTS ด้วยจำนวนหุ้น  231,714,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 32.80% ของทุนชำระแล้วของบริษัท ดังนั้นจากกรณีที่ราคาหุ้น JAS ปรับตัวขึ้นอาจเป็นการสลับตัวเล่นชั่วคราว

 

อันดับ 3 บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ราคาปิดวันนี้(20ก.ค.64) อยู่ที่ระดับ 31.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 551.34 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้น DTAC ปรับตัวขึ้น คาดนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรหลังประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2564 อยู่ที่ระดับ 1,531 ล้านบาท ดีกว่าโบรกเกอร์คาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2564 ในอัตรา 1.05 บาท/หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,486.20 ล้านบาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล หรือขึ้นเครื่องหมาย (XD) วันที่ 30 ก.ค. 2564 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 16 ส.ค. 2564

ด้านนายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้(20ก.ค.64)ปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯที่ปรับตัวลงแรง ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียต่างติดลบ หลังราคาน้ำมันร่วงแรงจากการที่กลุ่มโอเปกพลัสมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ท่ามกลางสถานการณ์ทั่วโลกที่ยังมีความกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ทำให้มองว่าการขยายกำลังผลิตน้ำมันอาจผิดจังหวะ ซึ่งตลาดบ้านเรามีหุ้นในกลุ่มพลังงานค่อนข้างมากจึงตอบรับประเด็นนี้ไปมาก

นอกจากนั้น ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันเดิม จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายวันสูงมากกว่าหมื่นราย แต่ได้ประเด็นการเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนไฟเซอร์มาช่วยหนุนตลาดฯได้บ้าง รวมถึงตลาดยุโรปเทรดช่วงบ่ายนี้ฟื้นตัวเปิดบวกได้เช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส จึงเป็น Sentiment หนุนตลาดบ้านเราให้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาลดช่วงลบได้บ้างเล็กน้อยในช่วงบ่าย

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ทั้งของสหรัฐและไทยลงมาอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้องหันกลับมาดู Earning yield gap อีกรอบ อย่างไรก็ดี มองตลาดฯตอนนี้มี Downside ต่ำแล้ว เชื่อว่ารอบนี้ดัชนีฯไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 1,500 จุด แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ และการทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ รวมถึงรอดูผลของการยกระดับมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดโควิด-19 จะเอาอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตามจากที่ราคาหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางปรับตัวลงก็มีโอกาสเด้งกลับได้หลังจากที่ราคาหุ้นลงลึก และฟากฝังตัวที่ปรับตัวขึ้นอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก ด้วยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) ทางนายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดฯมีโอกาสรีบาวด์หลังจากลงไปมากแล้ว แต่เชื่อว่าคงยังไปไหนได้ไม่ไกล ไม่น่าจะพ้นแนวต้าน 1,550 จุด ส่วนแนวรับให้ไว้ที่ 1,520-1,500 จุด

Back to top button