4 หุ้นพลังงาน! พยุง SET ร่วงต่ำกว่าตลาดเอเชีย รับน้ำมันพุ่ง สวนปมสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน”

4 หุ้นพลังงาน ปิดเช้าขึ้นยกแผง! รับน้ำมันดิบพุ่ง พยุง SET ร่วงต่ำกว่าตลาดเอเชีย สวนแรงกดดันปมสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” อาจเต็มรูปแบบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.พ. 2565) ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปิดภาคเช้าขึ้นยกแผง นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  หรือ PTT ราคาหุ้นปิดภาคเช้าอยู่ที่ระดับ 40.75 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 1.24% โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 41.00 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 40.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.47 พันล้านบาท

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ราคาหุ้นภาคเช้าวันนี้อยู่ที่ระดับ 134.00 บาท บวกไป 3.00 บาท หรือขึ้นไป 2.29% โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 134.50 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 133.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.50 พันล้านบาท

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นภาคเช้าวันนี้อยู่ที่ระดับ 3.98  บวกไป 0.02 บาท หรือขึ้นไป 0.51% โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 4.02 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 3.98 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 440.47 ล้านบาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นภาคเช้าวันนี้อยู่ที่ระดับ 54.00 บาท บวกไป 1.00 บาท หรือขึ้นไป 1.89% โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 54.75 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 53.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 604.64 ล้านบาท

โดยตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้อยู่ที่ระดับ 1,686.20 จุด ลบ 13.00 จุด หรือ ลดลง 0.76% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 45,929.82 ล้านบาท

ด้านตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าวันนี้อยู่ในแดนลบ หลังมีรายงานข่าวว่า รัสเซียอาจนำทหารบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี  โดยดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ 26,970.34 จุด ลดลง 725.74 จุด หรือ -2.62%

ส่วนดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 24,594.21 จุด ลดลง 312.45 จุด หรือ -1.25% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ 3,441.23 จุด ลดลง 21.72 จุด หรือ -0.63%

ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ว่า(14 ก.พ.65) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลดลงมาในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค รับปัจจัยลบจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐเตือนว่า รัสเซียพร้อมที่จะบุกโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ

โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก และ หุ้นท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มที่ไม่ได้รับกระทบจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน คือกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มที่มีงบการเงินดี ส่วนแนวโน้มการลงทุนช่วงบ่าย นายมงคล กล่าวว่า ดัชนีฯน่าจะเคลื่อนไหวน่าอยู่ในแดนลบอย่างต่อเนื่อง โดยให้แนวรับที่ 1,680 จุด และแนวต้าน 1,695 จุด

ด้านราคาน้ำมันดิบแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2565 ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 94.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (โต 21% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุด) ซึ่งเป็นระดับ ที่สูงที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2557 ก่อนเกิดเหตุการณ์ภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด จากการผลิตของ US shale oil)

ทั้งนี้แนวโน้มขาขึ้นของราคาน้ำมันดิบใน ปัจจุบัน มีปัจจัยผลักดันมาจากสมดุลน้ำมันดิบโลกที่ตึงตัว ซึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากมีการฉีดวัคซีน COVID-19 อย่างแพร่หลาย ซึ่งส่งผลดีต่อการเดินทางและเศรษฐกิจโลกโดยรวม สำหรับฝั่งอุปทาน แม้ว่าระดับ ปริมาณสํารองจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี แต่กลุ่ม OPEC+ ก็ยังคง แผนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป (หลังจากมีการลด กําลังการผลิตใหญ่ที่สุด 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวิน (mbd) ในปี 2564 จาก ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19)

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบก็ยัง ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึง เหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลาง และข้อพิพาทระหว่าง รัสเซียและยูเครน ยิ่งกว่านั้น สมาชิก OPEC บางประเทศก็ประสบปัญหาใน การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้ได้ตามโควตาอีกด้วย

หากข้อพิพาทรุนแรงมากขึ้น; downside risk จากการเจรจายกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านและการผลิตที่สูงขึ้นของ US shale oil ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบอาจขึ้นไปแตะระดับ 100 เหรียญ ได้หากข้อพิพาท ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมีความตึงเครียดมากขึ้น (ล่าสุดมีข่าวว่ารัสเซียได้เตรียม ทหารมากกว่า 1 แสนนายประชิดพรมแดนยูเครน) ซึ่งอาจจะทำให้ราคาก๊าซ ธรรมชาติสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้เกิดอุปสงค์ gas-to-oil นอีก คล้ายกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ราคานํามัน อาจจะปรับตัวลงมาได้หากการเจรจายกเลิกการดวาบาตรอิหร่านสำเร็จ (อิหร่านผลิตน้ำมันประมาณ 2.5mbd ในเดือน ธ.ค.2564 เทียบกับ 3.4 3.8mbd ก่อนมีการควบาตร) นอกจากนี้ แนวโน้มการเร่งการผลิตน้ำมันของ 3.8mbd ก่อนมีการควบาตร) นอกจากนี้ แนวโน้มการเร่งการผลิตน้ำมันของ US shale oil ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจจะกดดินราคาน้ำมันดิบให้อ่อนตัวลงได้

โดย KTBST: มองเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทยจากผลกระทบในวงกว้าง แม้เราเชื่อว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อกำไรของหุ้นในกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี รวมถึงท่าไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาด เชื่อว่าราคานํามันดิบที่ สูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานของบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆให้สูงขึ้นตาม โดยคาดว่าอุตสาหกรรมหลักๆที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากแนวโน้มราคา น้ำมันดิบยืนสูงได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง

ทั้งนี้เชื่อว่าผลกระทบเชิงลบ จองต้นทุนที่สูงขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆจะใหญ่กว่าผลกระทบเชิงบวกจาก กําไรที่สูงขึ้นของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี และน่าจะส่งผลให้ EPS ของตลาด ลดลง สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี  2565อยู่ที่ 73 ดอลลาร์/บาร์เรล (โต 5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน)

โดยเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงในไตรมาส 1/2565 หลักๆจากประเด็นความกังวลต่อข้อพิพาทระหว่างรัสเซียและยูเครน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลงระหว่างปีตามอุปทานที่สูงขึ้นจากแผนการเพิ่มกำลัง การผลิตของ OPEC+ ทั้งนี้สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาล สหรัฐ (EIA) ได้ประเมินว่าตลาดน้ำมันดิบโลกจะกลับมาเผชิญภาวะอุปทานสับ ตลาดตั้งแต่ ไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ประเด็นความข้อพิพาทระหว่าง รัสเซียและยูเครนอาจจะทำให้ราคา ามันดิบยืนสูงได้นานกว่าที่เราคาดและ อาจจะทำให้มี upside ต่อสมมติฐานราคา กินดิบเฉลี่ยของเรา ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 YTD อยู่ที่ 84 ดอลลาร์/บาร์เรล (เพิ่มขึ้น 10% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจับุบัน)

หุ้นที่เราคาดว่ามีโอกาส outperform ต่อในระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้ม สูงขึ้นต่อ คือ

1) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP  ชื้อเป้า 68.00 บาท) จาก กำไรสต๊อกน้ำมันที่สูงขึ้นและส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์น้ำมันและราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่แข็งแกร่ง

2) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  หรือ PTTEP  (ซื้อ/เป้า 150.00 บาท) จาก ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่สูงขึ้น

3) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU – (ซื้อ/เป้า 15.00 บาท) จาก ราคาจายท่านหินและก๊าซฯที่สูงขึ้น

หุ้นที่เราคาดว่ามีโอกาส underperform ต่อในระยะสั้น จากต้นทุนพลังงานที่ สูงขึ้นทางตรง (ราคาน้ำมัน) และทางอ้อม เช่น ราคาก๊าซ) คือ

1) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ BGRIM  (ซื้อ/เป้า 56.50 บาท) จาก ต้นทุนราคาก๊าซที่สูงขึ้น

2) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ GPSC ชื้อ/เป้า 95.00 บาท จาก ต้นทุนราคาก๊าซรที่สูงขึ้น

3) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG (ถือ/เป้า 15.20 บาท) จาก แรงกดดันต่อค่าการตลาดที่สูงขึ้นจาก ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

Back to top button