“ศุภจี” ดันส่งออกข้าวเป้า 7 ล้านตัน เร่งเจรจาจีนซื้อเพิ่ม 4.6 แสนตัน

รองนายกฯ “ศุภจี” หารือสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ย้ำนโยบายเร่งเครื่องผลักดันการส่งออกข้าวตามเป้า 7 ล้านตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกร เดินหน้าขยายตลาดใหม่ ใช้ FTA เพิ่มโอกาสทางการค้า ขณะกรมการค้าต่างประเทศ เร่งเจรจาจีนซื้อขายข้าวแบบจีทูจีอีก 4.6 แสนตัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 มิ.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายกและคณะผู้แทนสมาคมฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและแนวทางผลักดันการส่งออกข้าวไทย โดยนางศุภจี ยืนยันพร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน

นางศุภจี กล่าวว่า แม้ตลาดข้าวโลกปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า สั่งให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดเป้าหมาย พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญทั่วโลก

“ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว เร็ว ๆ นี้ จะหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ

สำหรับสถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคและแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขณะเดียวกัน หลายประเทศกลับเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก

แม้อิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจนทำให้การส่งมอบสินค้าชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ขณะที่หลายประเทศได้เข้ามาซื้อข้าวไทยเพื่อชดเชยความต้องการในตลาดโลก ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวภายในโควตาไปยังตลาดยุโรปให้เพิ่มขึ้น ขอเสนอให้เจรจาสัดส่วนโควตาการส่งออกต้นข้าวให้มากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต้นข้าวไปตลาดยุโรปมากกว่าปลายข้าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือกับฝ่ายยุโรปต่อไป

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า กรมฯ เร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกันได้วางแผนเปิดเกมรุกนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคม 2569

นางอารดา กล่าวว่า กรมฯ มั่นใจว่าการดำเนินงานเชิงรุกควบคู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยและสนับสนุนให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 บรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตันตามที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ไทยยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย

Back to top button