PRM บวก 2 วันติด! วิ่งอีก 3% โบรกอัพกำไรปี 65-66 โตเฉลี่ย 17% พ่วงเป้าใหม่ 7.70 บ.

PRM บวก 2 วันติด! วิ่งอีก 3% โบรกอัพกำไรปี 65-66 โตเฉลี่ย 17% ชู 4 ปัจจัยบวกหนุนเด่น เคาะเป้าใหม่ 7.70 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(12 เม.ย.2565) บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM  ณ เวลา 10:24 น. อยู่ที่ระดับ 6.25 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.46% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 73.10 ล้านบาท ราคาหุ้นบวก 2 วัน ติดโดยวานนี้ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 6.10 บาท บวก 0.15 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.52%

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์(15มี.ค.65) ว่า PRM ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 7.70 บาท จากเดิมที่ 6.30 บาท มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจากประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) เรือ FSU ไตรมาส 1/2565 จะฟื้นตัวดีกว่าเดิมที่ชะลอตัว จากความต้องการใช้เรือ FSU เพื่อเก็บน้ำมันที่มากขึ้น โดย u-rate ปัจจุบันเพิ่มเป็น 80%-90% จากไตรมาส 4/2564 ที่ 77% ช่วยชดเชย ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปี 2565 จะดีขึ้น จากการปรับค่าเช่าเรือรอบใหม่ที่สูงขึ้น

2) domestic trading จะได้ผลบวกจากการเปิดเมืองเปิดประเทศทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการเดินทางมากขึ้น และการเพิ่มการขนส่งสินค้าเคมีภัณฑ์, 3) offshore จะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรือ crew boat ที่ ได้รับงานเพิ่ม ทำให้ u-rate จะสูงขึ้นเป็น 100% ในไตรมาส 2/2565 จากปัจจุบันที่ 70%-80% และ 4) international trading งวดไตรมาส 1/2565 จะยังชะลอตัว เนื่องจากเรือ VLCC เข้า dry dock ในเดือน ก.พ. มี.ค. แต่จะกลับมาโดดเด่นในไตรมาส 2-4 ปี 2565 โดยจะมีการรับเรือ VLCC ใหม่ 2 ลำ ตามแผน

โดยปรับกำไรปกติปี 2565 ขึ้น 10% เป็น 1.12 พันล้านบาท โต 15% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจ FSU, domestic dad trading และ offshore ที่ดีขึ้น ส่วน international trading จะยังเติบโตได้ดีตามเดิม สำหรับกำไรปกติไตรมาส 1/2565 จะฟื้นตัวเป็น 200-250 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาส 4/2564 ที่กำไร 132 ล้านบาท จาก domestic trading และ offshore ที่ดีขึ้น และ SG&A ที่ลดลง แต่ยังลดลงจากไตรมาส1/2564 ที่มีกำไรปกติ 363 ล้านบาท

ราคาหุ้น underperform SET -6% ในช่วง 3 เดือน จากกำไรปกติปี 2564 ที่ชะลอตัวมาก แต่ outperform SET +15% ในช่วง 1 เดือน จากความต้องการใช้เรือ FSU เพื่อเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากกำไรปกติปี 2565-2566 ที่จะเติบโตได้ดีเฉลี่ย 17% CAGR และแนวโน้มจะดีขึ้นได้ทุกไตรมาส โดยเฉพาะครึ่งหลังปี 2565 ที่จะเติบโตโดดเด่นจากการับเรือ VLCC เพิ่ม 2 ลำ

Back to top button