SALEE บวกแรง 7% นิวไฮรอบ 15 เดือน ส่งซิกผลงาน Q3 สดใส มั่นใจรายได้ปีนี้โต 20%

SALEE บวกแรง 7% นิวไฮรอบ 15 เดือน ส่งซิกผลงาน Q3/65 สดใส อานิสงส์เปิดประเทศ-โควิดคลาย พ่วงราคาต้นทุนวัตถุดิบลดลง มั่นใจหนุนรายได้ปีนี้โต 20%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ต.ค.65) ราคาหุ้นบริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ SALEE ณ เวลา 12:02 น. อยู่ที่ระดับ 1.34 บาท บวก 0.09 บาท หรือ 7.20% สูงสุดที่ระดับ 1.37 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 38.41 ล้านบาท ราคาหุ้นแรงในรอบ 15 เดือน โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ1.35 บาท เมื่อวันที่ 15 ก.ค.64

โดยก่อนหน้านี้นายสุพจน์ สุนทรินคะ กรรมการเเละเลขานุการ SALEE เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2565 จะดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามยอดขายที่ฟื้นตัวขึ้น หลังมีการเปิดประเทศ และราคาต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับลดลง ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างลูกค้ากระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดี

โดยทิศทางของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่มีรายได้รวม 809.99 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 57.31 ล้านบาท หลังจากมีการเปิดประเทศ ส่งผลให้การบริโภคในประเทศเริ่มมีการฟื้นตัว อีกทั้งในช่วงไตรมาส 3/2565 บริษัทยังมียอดขายชิ้นส่วนให้กับกลุ่มลูกค้าภาครัฐต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2565

“ในช่วงไตรมาส 1/2565 บริษัทยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่วนในช่วงไตรมาส 2/2565 ก็เป็นช่วงที่เริ่มขายสินค้าให้กับทางภาครัฐ แต่ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทก็มีรายได้จากการขายที่ระดับ 810 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทิศทางของยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเป็นไปได้ด้วยดี และเชื่อว่าจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เพราะมีการเปิดประเทศ และมีการขายสินค้าให้กับทางภาครัฐต่อเนื่องด้วย” นายสุพจน์ กล่าว

ดังนั้น บริษัทจึงเชื่อว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2565 จะเติบโตจากปีก่อน โดยประเมินว่ารายได้รวมจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,306.73 ล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังก็น่าจะดีขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ตามราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ในขณะเดียวกันบริษัทยังได้ใช้กำลังการผลิตในระดับสูงกว่า 80% ช่วยให้การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 บริษัทก็มีกำไรสุทธิสูงกว่าปี 2564 ทั้งปีที่มีกำไรสุทธิ 0.78 ล้านบาทแล้ว

สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทมีการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีทิศทางของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการเดินหน้าหาลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Back to top button