เปิดโผ 17 หุ้น mai กำไรปี 68 โตเกิน 100% ชู JSP พุ่งเฉียด 14 เท่าตัว

เปิด 17 รายชื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai กำไรสุทธิปี 68 เติบโตเกิน 100% โดย JSP ครองแชมป์กำไรเติบโตสูงสุด 1,399% ตามมาด้วย TITLE และ SALEE สะท้อนการขยายธุรกิจและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รายงานว่าจากการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) พบว่า ในปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนจำนวน 17 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการและความสามารถในการสร้างกำไรของธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ดังรายละเอียดปรากฏตามตารางประกอบ

สำหรับบริษัทที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูงสุด ได้แก่ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP โดยมีกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 67.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.52 ล้านบาท ในปี 2567 หรือเติบโต 1,399.98%

ด้านนายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานบริษัท JSP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 1,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% จากปีก่อนที่มีรายได้ 824.49 ล้านบาท แม้ว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แต่บริษัทสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในฐานะแบรนด์ที่มีกระบวนการผลิตตามมาตรฐานโรงงานระดับสากล พร้อมคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพในทุกผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ กำไรของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 405 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 304.99 ล้านบาท ตามทิศทางรายได้ที่ขยายตัว ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 67.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,399.8% จากปีก่อนที่ 4.53 ล้านบาท นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.0474 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 28 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รวมทั้งกำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 29 เมษายน 2569

สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 7–10% จากปีก่อน โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ Own Brand เป็น 62% จากเดิม 55% ผ่านแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การทำตลาดเชิงรุก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

รองลงมาคือ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE มีกำไรสุทธิ 591.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 91.23 ล้านบาท หรือเติบโต 547.91% โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2,913.58 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จเพิ่มขึ้นอีก 1 โครงการ คือ The Title Legendary Bang-Tao ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2568

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีรายได้อื่นในปี 2568 จำนวน 69.73 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้จากการรับบริหารนิติบุคคลอาคารชุด รายได้จากการเปลี่ยนสัญญา รวมถึงรายได้จากการยึดเงินจองและเงินดาวน์ของลูกค้าที่ผิดสัญญา เป็นต้น

ขณะที่บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ SALEE มีกำไรสุทธิ 33.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 6.58 ล้านบาท หรือเติบโต 413.15% โดยในปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 1,284 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 11%

สาเหตุหลักมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับงานรับจ้างผลิต (OEM) ของบริษัทแม่ จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เช่น อุตสาหกรรมผลิตแผงวงจร PCB และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ธุรกิจผลิตสินค้าพลาสติกเพื่อจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด และธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้าก็ยังเติบโตได้ดี ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีกำไรขั้นต้น 316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 64 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 25% จากปีก่อน

สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของกลุ่มบริษัทในปี 2568 อยู่ที่ 20% ลดลงจาก 21% ในปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นต้นทุนคงที่ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขาย ขณะเดียวกันบริษัทได้ดำเนินมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ได้แก่ MITSIB, AMARC, KK, TMI, CRD, KCC, SFT, PIS, NDR, TMILL, KTMS, EFORL, ADD และ SPVI

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรสุทธิในหลายบริษัทสะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการขยายตลาดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai หลายแห่งเติบโตอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา

Back to top button