
ITEL วิ่งแรง 12% รับคว้างานไมโครเวฟกองทัพ 99 ลบ. ลุ้นโปรเจกต์โดรน–แอนตี้โดรน 5.8 พันล้าน
ITEL พุ่งแรง 12% รับข่าวคว้างานระบบไมโครเวฟกองทัพ มูลค่า 99 ล้านบาท พร้อมลุ้นงานโดรน–แอนตี้โดรน 5.8 พันล้านบาท และโครงการ USO3 เดินหน้า Data Center ดันรายได้ปีหน้าแตะ 3.7 พันล้านบาท กำไรฟื้นตัวสองหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ธ.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ณ เวลา 10:27 น. อยู่ที่ระดับ 1.31 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 11.97% สูงสุดที่ระดับ 1.37 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.23 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 10.95 ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ตอบรับ ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 17/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน กรณีประเด็นการหารือ คือ กรณีตรวจพบโดรนบินในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีพบ ‘โดรน’ เข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่าง ๆ ทั้งพื้นที่สนามบินและจังหวัดชายแดน โดยที่ประชุมมีมติที่สำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยาน, กรมการบินพลเรือน, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สนับสนุนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดการกับโดรนเป้าหมายที่เข้ามาในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงมีการกำหนดมาตรการในการป้องกัน สืบสวนสอบสวน และแอนตี้โดรนต่าง ๆ เพื่อประสานงานอย่างใกล้ชิด และให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2) ให้กระทรวงกลาโหม ผ่อนคลายมาตรการในการอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยานและหน่วยอื่น ๆ สามารถจัดหาแอนตี้โดรนได้ เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ จึงต้องขออนุญาตกองทัพ เพื่อเตรียมการให้มีไว้ป้องกันพื้นที่ 3) ให้มีการเข้มงวดในการนำเข้าและตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโดรนในพื้นที่ชั้นในและพื้นที่อื่น ๆ อย่างเข้มงวด
4) ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าการบินโดรนเข้ามาในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ความมั่นคง มีโทษร้ายแรงโดย เฉพาะสนามบิน ที่มีมีโทษสูงสุด คือ การประหารชีวิต จึงอยากสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และหากมีการใช้โดรน และพบว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย
ส่วนมาตรการระยะยาว ได้แก่ 1) มติสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยมีมติให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ โดยการดำเนินการจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาคือ “ศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ”
2) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทันสมัยในอนาคต รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นทักษะขั้นสูง 3) เห็นชอบทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเรื่องของการเพิ่มโทษในกรณีที่มีการใช้โดรนที่กระทบต่อความมั่นคง
นายณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITEL เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในสัญญางานระบบไมโครเวฟกับกองทัพ มูลค่า 99 ล้านบาท โดยระบบไมโครเวฟทางทหารถูกนำมาใช้ในหลายภารกิจสำคัญ อาทิ ระบบเรดาร์ การสื่อสาร การตรวจจับ รวมถึงการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงสมัยใหม่ ทั้งในมิติของการป้องกันและการเฝ้าระวังพื้นที่ยุทธศาสตร์
สำหรับโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บริษัทมองเห็นศักยภาพการขยายตัวที่มีนัยสำคัญ โดย เฉพาะโครงการด้านโดรนและระบบแอนตี้โดรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันประเทศที่มีกรอบงบประมาณรวมกว่า 5,800 ล้านบาท ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนด้านการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าก่อนสิ้นปีนี้
ทั้งนี้โครงการโดรนและแอนตี้โดรนถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและอยู่ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณางบประมาณของภาครัฐ และไม่เข้าสู่กระบวนการยื่นข้อเสนอจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอการจัดสรรงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง
โดยคาดว่า บทบาทของ ITEL ในโครงการดังกล่าว บริษัทจะดำเนินงานในฐานะ System Integrator ทำหน้าที่นำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ และบูรณาการเทคโนโลยีต่าง ๆให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ เพื่อรองรับภารกิจที่หลากหลาย โดยเทคโนโลยีหลักแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) โดรน มีหลายประเภท เช่น โดรนตรวจการณ์ โดรนพลีชีพ (Kamikaze Drone) และโดรนสำหรับขนส่งยุทธปัจจัย หรือการลำเลียงสิ่งของ 2) ระบบแอนตี้โดรน มีทั้งระบบติดตั้งประจำที่ ระบบติดตั้งบนยานพาหนะ และระบบแบบพกพา (Manpack) โดยแต่ละรูปแบบมีคุณลักษณะทางเทคนิคที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้อุปกรณ์โดรนและแอนตี้โดรนทั้งหมดจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องดำเนินการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ตามกฎระเบียบที่กำหนด
นายณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนของโลกในปัจจุบัน ทำให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีโดรนและแอนตี้โดรนมากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภารกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากงานด้านความมั่นคง เช่น การป้องกันสถานที่สำคัญ อาทิ สนามบิน อาคารรัฐสภา แท่นขุดเจาะน้ำมัน ภารกิจช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ รวมถึงการลำเลียงสิ่งของไปยังพื้นที่ทุรกันดาร
สำหรับแนวโน้มตลาดระยะข้างหน้า มองว่ามีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณความต้องการจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลำดับความสำคัญของภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา
ขณะเดียวกัน ITEL ยังเดินหน้ารุกตลาดโครงการภาครัฐ โดยได้ยื่นประมูลโครงการ USO เฟส 3 ครบทั้ง 5 พื้นที่ และอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณา คาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ในส่วนความร่วมมือกับพันธมิตร นายณัฐนัย ระบุว่า โดยปกติงานที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียม บริษัทจะร่วมมือกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ในฐานะซัพพลายเออร์ อย่างไรก็ตาม การประมูลครั้งนี้ ไทยคมได้ยื่นประมูลโดยตรงเช่นกัน แต่ ITEL ยังมีความมั่นใจว่าจะได้ รับงานในบางพื้นที่
สำหรับกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว ITEL มุ่งสู่ตลาด Data Center และกลุ่มลูกค้า Hyperscaler โดยวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้ให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายความเร็วสูงระหว่างศูนย์ข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก อาทิ Amazon Web Services (AWS), Google Cloud, Microsoft Azure รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการจากฝั่งจีน เช่น Alibaba Cloud และ Tencent Cloud
ทั้งนี้บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาค (Regional Leader) ด้านโครงข่ายเชื่อมโยง Data Center โดยมุ่งเน้นการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานดิจิทัล และคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านแนวโน้มผลประกอบการปีหน้า บริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ 3,500-3,700 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10–15% และคาดว่ากำไรจะกลับมาอยู่ในระดับที่มั่นคง ปัจจัยหนุนมาจากการคลี่คลายปัญหาความล่าช้าด้านงบประมาณ การเพิ่มทุนที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมถึงการมีพันธมิตรระดับนานาชาติเข้ามาสนับสนุนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


