
MEDEZE ดีดบวก 2% ปักธง 5 ปีรายได้พุ่ง 4.5 พันล้าน เดินหน้ารุก “เฮลท์อีโคโนมี” เต็มสูบ
MEDEZE เด้งกว่า 2% ตั้งเป้าปี 69 รายได้โต 25% แตะ 1,000 ล้านบาท รุก HEALTH Economy เต็มรูปแบบ ผนึก GPO จัดตั้งบริษัทร่วมทุนผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ ยกระดับ Biobank สู่ Biopharma พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ปักธง 5 ปี รายได้พุ่ง 4,526 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE ณ เวลา 15:59 น. อยู่ที่ระดับ 6.50 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.36% สูงสุดที่ระดับ 6.55 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.45 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.90 ล้านบาท
นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MEDEZE เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท เติบโต 25% จากปี 2568 ที่คาดจะมีรายได้รวม 800 ล้านบาท และมีกำไร 300 ล้านบาท เติบโต 76.47% จากปี 2568 ที่คาดจะมีกำไร 170 ล้านบาท โดยมาจากรายได้จากการให้บริการหลักเติบโต ทั้งการจัดเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือ (Cord blood), เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อสายสะดือ (Cord Tissue), เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose), การทดสอบศักยภาพเซลล์ภูมิคุ้มกัน (NK Cells) และการจัดเก็บเซลล์รากผม (Hair Follicle)
โดยปี 2569 จะเป็นปีแห่งการยกระดับเชิงกลยุทธ์ของ MEDEZE อย่างชัดเจน มุ่งต่อยอดจากจุดแข็งด้าน Biobank ไปสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Biopharma และ Advanced Therapy อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม HEALTH Economy ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ MEDEZE ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ โดยล่าสุดได้ลงนามสัญญาดำเนินธุรกิจในประเทศมองโกเลียเป็นที่เรียบร้อย และในปี 2569 จะดำเนินการขอใบอนุญาตในการก่อสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) รวมทั้งอยู่ระหว่างการก่อสร้างห้อง Lab ในประเทศฟิลิปปินส์ และกำหนดเริ่มดำเนินการในปี 2569 พร้อมตั้งเป้าหมายขยายสัญญาเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1 ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีการศึกษาตลาดอยู่แล้วในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และอนาคตเตรียมศึกษาตลาดไนจีเรีย, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และรัสเซีย เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่าย Health Ecosystem ในระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน MEDEZE วางแผนในการขยายธุรกิจระยะยาวในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) เพื่อรองรับการรักษา ฟื้นฟู และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในกลุ่มโรคเสื่อมและสังคมผู้สูงวัย, การขยายระบบนิเวศ Health Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาล คลินิก สถาบันวิจัยและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจและการเติบโตในระยะยาวด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และแนวทาง ESG อย่างเป็นระบบ
โดยการพัฒนา ATMPs บริษัทมุ่งเน้นการต่อยอดนวัตกรรม เพื่อการรักษาในกลุ่มโรคเสื่อม โดยตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม และภาวะผิวเสื่อมเป็นกลุ่มแรก พร้อมวางแผนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 2 กลุ่มโรค ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งในปี 2570 จะเริ่มรับรู้รายได้โรคข้อเข่าเสื่อม และภาวะผิวเสื่อม พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนยาชะลอวัยและกระดูกสันหลังเสื่อม ในปี 2571 เริ่มรับรู้รายได้โรคชะลอวัย และโรคกระดูกสันหลังเสื่อม พร้อมขึ้นทะเบียนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์รากผม และปี 2572 เริ่มรับรู้รายได้มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์รากผม พร้อมขึ้นทะเบียนยาโรคไตเสื่อมและโรคตับเสื่อม
รวมทั้ง MEDEZE ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากล โดยการลงทุนในระบบการจัดเก็บเซลล์ด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Cell Culture System) เบื้องต้นเตรียมส่งมอบระบบในช่วงกลางปี 2569 พร้อมเดินหน้าติดตั้งและทดสอบระบบภายในสิ้นปี 2569 และดำเนินการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570
ขณะที่การร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ ระหว่าง MEDEZE กับองค์การเภสัชกรรม (GPO) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (บริษัทย่อย) สำหรับประกอบธุรกิจด้านการผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ (Culture Media) ภายในประเทศไทย เบื้องต้นจะจัดตั้งเสร็จภายในไตรมาส 1/2569 ส่วนโรงงานผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ในปี 2569 จะเป็นปีของการออกแบบวางแผน, ขอใบอนุญาตก่อสร้าง, ขอสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2570 จะเริ่มก่อสร้าง และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2571-2572
“การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนข้างต้นจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทางการแพทย์จากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ไทย และรองรับการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ATMPs, Biobank, การวิจัยทางคลินิก และห้องปฏิบัติการมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทั้งในประเทศ และระดับภูมิภาค” นายแพทย์วีรพล กล่าว
นายแพทย์วีรพล กล่าวต่อว่า MEDEZE ยังให้ความสำคัญกับโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรในทุกมิติ ทั้งด้านกลยุทธ์ธุรกิจ การเงิน การกำกับดูแลกิจการและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ช่วยให้ MEDEZE ทบทวนและพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพองค์กร การออกแบบโมเดลธุรกิจ การกำหนดแผนปฏิบัติการ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนในระยะยาว
โดยบริษัทวางแผน 5 ปี (ปี 2569-2573) จะผลักดันรายได้รวมและกำไรเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2570 จะมีรายได้รวม 1,250 ล้านบาท เติบโต 120.58% จากปี 2569 ที่จะมีรายได้รวม 1,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 375 ล้านบาท เติบโต 56.25% จากปี 2569 ที่จะมีกำไรสุทธิ 300 ล้านบาท ขณะที่ปี 2571 จะมีรายได้รวม 2,318.34 ล้านบาท เติบโต 309.12% และมีกำไรสุทธิ 695.50 ล้านบาท เติบโต 189.79% จากปี 2570 ส่วนปี 2572 จะมีรายได้รวม 3,286.59 ล้านบาท เติบโต 479.99% และมีกำไรสุทธิ 986.98 ล้านบาท เติบโต 310.82% จากปี 2571 และปี 2573 จะมีรายได้รวม 4,526.80 ล้านบาท เติบโต 698.85% และมีกำไรสุทธิ 1,358.04 ล้านบาท เติบโต 465.85% จากปี 2572
ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าว จะดำเนินการผ่านการสร้างรายได้จาก 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. รายได้จาก Biobank ทั้งรายได้จากการจัดเก็บ บริการรับฝาก และเพาะเลี้ยงเซลล์ 2. รายได้จากแฟรนไชส์ ทั้งรายได้จากค่าบริการให้คำปรึกษา (Consulting Fee) ในการออกแบบและวางระบบ Biobank, รายได้จากค่าสิทธิในการใช้แบรนด์สินค้าตรา “MEDEZE” (Brand Royalty Fee) และรายได้จากค่าสิทธิบัตร (Patent Fee) 3. รายได้จากการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ทั้งจำหน่ายให้โรงพยาบาลและคลินิก และ 4. รายได้จากน้ำยาเลี้ยงเซลล์ (Culture Media) ทั้งการขายผลิตภัณฑ์โดยตรง ที่จำหน่ายให้ห้องปฏิบัติการและสถาบันวิจัย และแฟรนไชส์
“MEDEZE ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมในภาพรวม โดยการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ช่วยให้บริษัททบทวนและพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพองค์กร การออกแบบโมเดลธุรกิจ และการกำหนดแผนปฏิบัติการ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์และการผลิตภายในประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคในอนาคต” นายแพทย์วีรพล กล่าว


