GULF ควง KBANK วิ่งคึก! รับดีลถือหุ้น 10% โบรกชี้กำไรปี 69 โตแกร่ง ดาต้าเซ็นเตอร์หนุน

GULF-KBANK กอดคอวิ่ง! รับถือ KBANK เกิน 10% ลุ้นงบไตรมาส 4/68 นิวไฮ หลังรับเงินก้อน ADVANC โบรกปรับเพิ่มกำไรมองหนุนโตต่อเนื่องเสริม ADVANC-ดาต้าเซ็นเตอร์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ก.พ.69) ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ณ เวลา 10:13 น. อยู่ที่ระดับ 60.00 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.27% ราคาสูงสุด 61.00 บาท ราคาต่ำสุด 59.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,410.94 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ระดับ 198.00 บาท บวก 2.50 บาท หรือ 1.28% ราคาสูงสุด 201 บาท ราคาต่ำสุด 197.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,002.47 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ตอบรับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงาน 246-2 ว่า GULF ได้รายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้เข้าซื้อหุ้นจำนวน 2,949,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.1254% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ราคาหุ้นละ 197 บาท มูลค่ารวม 581 ล้านบาท การซื้อขายดังกล่าวดำเนินการผ่านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ภายหลังทำรายการ ส่งผลให้ GULF ถือหุ้น KBANK รวมทั้งสิ้น 235,805,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.0298% ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ KBANK รองจาก Thai NVDR ซึ่งถือครองในสัดส่วน 13.7%

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่า GULF ค่อย ๆ ทยอยสะสมหุ้น KBANK มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญดังนี้ ต้นปี 2567 GULF เริ่มปรากฏชื่อครั้งแรกในอันดับที่ 14 โดยถือหุ้นเพียง 0.87% (20.5 ล้านหุ้น)เดือนมีนาคม 2568 ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ที่สัดส่วน 3.25% (77 ล้านหุ้น) ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2568  รุกหนักต่อเนื่องจนสัดส่วนแตะ 5.23% ขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 และก้าวข้ามเกณฑ์รายงาน “แบบ 246-2” ของ ก.ล.ต. เป็นครั้งแรก เดือนตุลาคม 2568 กลับมาเก็บหุ้นเพิ่มในช่วงปลายปี จนกลับมายืนเหนือระดับ 5.03% หลังมีการปรับพอร์ตบางส่วน และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 (ปัจจุบัน) GULF รายงานการเข้าถือหุ้นรวม 235.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 10.0298%

ล่าสุดนางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ความแตกต่างของวิธีการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งผลให้ตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น KBANK ของ GULF ออกมาไม่เหมือนกัน

ในส่วนของ ธปท.จะคำนวณจากจำนวนหุ้นที่ถืออยู่หารด้วยจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ GULF ยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 10%

ขณะที่ ก.ล.ต.จะนำหุ้นซื้อคืน (Treasury Stock) ของธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK มาหักออกจากจำนวนหุ้นทั้งหมดก่อนคำนวณ ส่งผลให้ฐานจำนวนหุ้นลดลง และทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ GULF เกินระดับ 10% ตามเกณฑ์การรายงาน จึงมีหน้าที่ต้องแจ้ง ก.ล.ต. ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน GULF ยังไม่ได้ถือหุ้น KBANK เกินเกณฑ์ 10% ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.หากในอนาคตสัดส่วนเกิน 10% จะต้องยื่นขออนุมัติจาก ธปท. ก่อนดำเนินการ

ทั้งนี้บริษัทไม่มีแผนเข้าทำคำเสนอซื้อหรือเทกโอเวอร์ KBANK โดยการลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับประมาณ 6-7% ต่อปี และขณะนี้ยังไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังไม่มีแผนส่งตัวแทนเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทแต่อย่างใด

“บริษัทระมัดระวังอย่างยิ่งในการส่งคนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ (Board) เนื่องจากกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้น”

ทั้งนี้จากการพบปะกับกลุ่มนักวิเคราะห์กว่า 100 ราย มีทัศนคติเชิงบวก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อทิศทางการเข้าซื้อหุ้น KBANK และการบริหารจัดการทุนของบริษัท

:จับตากองทุนแห่ซื้อตาม

แหล่งข่าวบริษัทจัดการกองทุนรวม กล่าวกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า จากกรณี GULF มีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK ดังกล่าว ถือเป็นการจุดประกายให้บริษัทจัดการกองทุนต่าง ๆ หันมาโฟกัสหุ้น KBANK มากขึ้น เพราะการที่บริษัทขนาดใหญ่อย่าง GULF มีการทยอยสะสมหุ้นเพิ่มขึ้น ย่อมมีนัยสำคัญ และมีทีมงานทำการศึกษามาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้

เบื้องต้นจึงมีโอกาสสูงที่บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ต่าง ๆ จะมีการเข้ามาซื้อหุ้น KBANK เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน และผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนนับจากนี้ นั่นคือเรื่องการจ่ายเงินปันผลของ KBANK ที่คาดการณ์กันว่างวดปี 2568 จะมีการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 12 บาทต่อหุ้น ถือว่าให้อัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ไม่ต่ำกว่า 6%  ที่สำคัญยีลด์มีโอกาสสูงขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้ KBANK อยู่ระหว่างการซื้อหุ้นคืน (ระหว่างวันที่ 14 พ.ย. 2568-13 พ.ค. 2569) ด้วยวงเงินไม่เกิน 8,800 ล้านบาท หรือประมาณ 2% ของหุ้นทั้งหมด

แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์รายหนึ่ง เชื่อว่าราคาหุ้นทั้งของ GULF และ KBANK ที่เข้าลงทุนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และการจ่ายปันผลที่จูงใจ โดยกัลฟ์จะประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4/2568 ในวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์นี้

“เราคาดว่างบไตรมาส 4/2568 จะออกมาทำออลไทม์ไฮ ขณะที่คาดว่าจะมีปันผลพิเศษ หลังกัลฟ์ฯ ได้รับเงินปันผลพิเศษจาก ADVANC”

ด้านศักยภาพของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem Synergy) ในระยะยาวเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงธุรกิจในเครือของกัลฟ์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร (Telecommunications) Virtual Banking  การนำฐานข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจธนาคารรูปแบบใหม่ และ Digital Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับการรุกคืบของ GULF ครั้งนี้ ถูกมองว่าไม่ใช่แค่การลงทุนกินเงินปันผลระดับ 7-8% อีกต่อไป แต่คือยุทธศาสตร์การสร้าง “Financial Ecosystem” ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระหว่าง พลังงาน (GULF), ดิจิทัล (ADVANC) และการเงิน (KBANK) เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะโปรเจกต์ Virtual Bank ที่กลุ่ม GULF (ผ่าน ADVANC) ได้ผนึกกำลังกับ กรุงไทย  หรือ KTB และ OR ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการใช้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” GSA เป็นศูนย์กลางการเก็บข้อมูล และรองรับการปฏิบัติการขององคาพยพทางธุรกิจอย่างครบวงจร

การขยับเข้ามาเป็นเจ้าของหลักใน KBANK ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Digital Banking ของไทยรายหนึ่ง อาจเป็นการวางหมากเพื่อ 1) Synergy ข้ามอุตสาหกรรม เชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากผู้ใช้มือถือและพลังงาน เข้ากับนวัตกรรมการเงินของ KBANK

2) เสริมแกร่ง Virtual Bank แม้ GULF จะมีพันธมิตรอย่าง KTB ในโปรเจกต์ Virtual Bank อยู่แล้ว แต่การมีอิทธิพลใน KBANK ย่อมช่วยให้กลุ่ม GULF มีอำนาจต่อรองและแต้มต่อในโลกการเงินดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า KBANK ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” จะเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้กับวงการการเงินไทยอย่างไรต่อจากนี้ และ KBANK จะมีหน้าตาเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดภายใต้การนำของผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่รายนี้

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรหลักไตรมาส 4/2568 ของ GULF จะอยู่ที่ 7,766 ล้านบาท มีลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้กำลังการผลิตใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการเซิร์ฟเวอร์ Jackson อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำไรจาก ADVANC คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 7% จากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับไตรมาส 1/2569 คาดว่ากำไรหลักจะขยับขึ้นต่อเนื่องแตะ 8,635 ล้านบาท เติบโต 11% จากไตรมาสก่อนหน้า และแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนุนหลักมาจากการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโครงการ Jackson และการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรในช่วงต้นปี

ทั้งนี้มองว่า บริษัทจะมีการพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษในการประชุมบอร์ดในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 76.50 บาท

Back to top button