
BEM-BTS กอดคอวิ่ง! ลุ้นครม.เคาะค่าโดยสารใหม่ 17-45 บาท
BEM-BTS วิ่ง! รับ Sentiment บวก หลังนโยบายรถไฟฟ้าใหม่เริ่มชัด คาดรัฐกำหนดค่าโดยสาร 17–45 บาท ไม่ซื้อคืนสัมปทาน หนุน BEM เด่นจากกำไรเติบโตต่อเนื่อง ราคาเป้าหมาย 8.20 บาท ขณะที่ BTS ราคาเป้าหมาย 4 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ณ เวลา 11:45 น. อยู่ที่ระดับ 5.25 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.94% ราคาสูงสุด 5.40 บาท ราคาต่ำสุด 5.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 518.08 ล้านบาท
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS อยู่ที่ระดับ 2.04 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.99% ราคาสูงสุด 2.06 บาท ราคาต่ำสุด 2.02 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 23.91 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์เกี่ยวกับนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีความชัดเจนมากขึ้น หลังรัฐบาลมีแนวโน้มไม่ดำเนินการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า แต่จะใช้มาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าอยู่ในช่วง 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าสำหรับทุกสาย เป็นกลไกหลักในการลดภาระค่าเดินทางของประชาชน
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอแนวทางดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้ารูปแบบใหม่ในช่วง 17-45 บาทต่อเที่ยวสำหรับทุกสาย พร้อมให้ภาครัฐอุดหนุนส่วนต่างจากราคาค่าโดยสารที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 4,000 ล้านบาท ขณะที่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจะเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์การบริหารโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระบบรางทั้งหมดให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
KSS ระบุว่า หาก ครม.อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มากกว่าบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เนื่องจาก BEM มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่า และมีทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนกว่า ภายใต้รูปแบบการอุดหนุนค่าโดยสารโดยไม่มีการซื้อคืนสัมปทาน
สำหรับ BEM บริษัทได้รับแรงหนุนจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 420,000-450,000 เที่ยวคนต่อวัน และเป็นเส้นทางที่สามารถสร้างกำไรให้บริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการ คาดว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายหลักอันดับ 3 ในแง่จำนวนผู้โดยสาร รองจากสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน
นอกจากนี้ สายสีส้มยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นเส้นทางเชื่อมต่อและป้อนผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงิน เนื่องจากมีจุดเชื่อมต่อหลักระหว่างสองเส้นทาง ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารของ BEM มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยการไม่มีมาตรการซื้อคืนสัมปทานจะเปิดโอกาสให้กำไรของ BEM ขยายตัวได้ต่อเนื่องโดยไม่มีเพดานจำกัดการเติบโตจากโครงสร้างสัมปทานเดิม
ขณะที่กรณีของ BTS การไม่มีการซื้อคืนสัมปทานจะทำให้ผลขาดทุนสุทธิจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองราว 1,600 ล้านบาท ยังคงเป็นแรงกดดันต่อผลการดำเนินงานของบริษัทต่อไป ประกอบกับธุรกิจอื่นในเครือยังมีปัจจัยกดดัน ทำให้ KSS ประเมินว่า BTS มีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 2 ปีข้างหน้า
KSS ยังคงประมาณการเดิม โดยคาดว่า BEM จะมีกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,900 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 3.40% จากปีก่อน ขณะที่ BTS ยังมีแนวโน้มขาดทุนจากแรงกดดันของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง รวมถึงส่วนแบ่งผลขาดทุนจากอาคารใหม่ใกล้หมอชิต
อย่างไรก็ตาม KSS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง BEM และ BTS จากระดับมูลค่าพื้นฐานที่อยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ให้น้ำหนักการลงทุนใน BEM มากกว่า BTS จากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งกว่า โดยให้ราคาเป้าหมาย BEM ที่ 8.20 บาท และ BTS ที่ 4.00 บาท

