TTB รีบาวด์ 2% คลายกังวล ING ถอนลงทุน “ฐากร” ลั่น ROE ปีนี้เกิน 9% โบรกชูเป้า 3.50 บาท

TTB เด้ง 2% นักลงทุนซื้อกลับหลังร่วงหนักวานนี้ ด้าน "ฐากร" ตั้งเป้า ROE ปี 69 ไม่ต่ำกว่า 9% ฟาก บล.กรุงศรี แนะ “ซื้อ” TTB ราคา 3.50 บาท มั่นใจจะเพิ่ม Dividend Payout Ratio ในปี 69-70 เป็น 75% ส่งผล Dividend Yield อยู่ที่ 6%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 ส.ค.69) ราคาหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ณ เวลา 10:02 น. อยู่ที่ระดับ 2.86 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 2.14% สูงสุดที่ระดับ 2.86 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 534.54 ล้านบาท  โดยราคาหุ้น TTB ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่วานนี้ราคาร่วงกว่า 3.45%

ด้าน นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB กล่าวว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการบริหารพอร์ตการลงทุนตามนโยบายและกลยุทธ์ของ ING โดยตรง ซึ่ง TTB ไม่ได้รับทราบล่วงหน้า และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว

ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้นผ่าน Private Placement ให้แก่นักลงทุนสถาบันนอกกระดานหลัก ช่วยลดความเสี่ยงจากแรงขายหุ้นจำนวนมากในตลาดรอง และจำกัดผลกระทบต่อราคาหุ้น ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนใน TTB โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และเป็นผลดีต่อสภาพคล่องของหุ้นในระยะยาว

การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ING ครั้งนี้จะไม่กระทบต่อโครงสร้างการบริหาร การดำเนินงาน กรอบกำกับดูแลกิจการ และกลยุทธ์หลักของธนาคาร เนื่องจาก TTB มีการปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก

นอกจากนี้ ยังไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจและการบริหารงาน เนื่องจาก TTB ได้วางรากฐานและพัฒนาบุคลากรภายในให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ด้วยทีมผู้บริหารชาวไทย โดยปัจจุบันบทบาทหลักของ ING อยู่ในระดับคณะกรรมการธนาคาร (Board of Directors)

สำหรับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น TTB ยังคงรักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน พร้อมเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2568-2571 ปัจจุบันธนาคารซื้อหุ้นคืนสะสมแล้ว 21,000 ล้านบาท และมีวงเงินคงเหลือ 14,000 ล้านบาท

นายปิติ กล่าวว่า การที่ TTB สามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่ากรอบแผนที่กำหนด ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นด้านกรอบเวลาสำหรับการดำเนินโครงการในระยะถัดไป โดยจะพิจารณารูปแบบและวิธีการให้เหมาะสมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องและแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น

ตั้งเป้า ROE ไม่ต่ำกว่า 9%

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 9% แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะทยอยหมดลงภายในปี 2571 ขณะที่ ROE ณ สิ้นงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 9.0% โดยธนาคารจะขับเคลื่อนผลการดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเติบโตของรายได้ การลดค่าใช้จ่าย และการบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยในด้านรายได้จะมุ่งเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) จากกลุ่มลูกค้า Wealth ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าเป้าหมายประมาณ 600,000 ราย และเข้าถึงแล้วราว 100,000 ราย ทำให้ยังมีโอกาสขยายฐานลูกค้าอีกประมาณ 500,000 ราย

TTB ตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมจากกลุ่ม Wealth เติบโต 15-20% ภายใน 2 ปี และเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากกลุ่มดังกล่าวจากปัจจุบัน 14% เป็น 30% ภายใน 2 ปี ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับ Double Digit ประมาณ 12-13% โดยมีแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมประกันและการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) จากกองทุนรวม

ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านดิจิทัลในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่ม Productivity ของพนักงานและลดต้นทุนการดำเนินงาน เช่น การลดการใช้กระดาษ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านการปล่อยสินเชื่อคุณภาพสูง หรือ Golden Portfolio ในกลุ่มสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต รวมถึงใช้กลยุทธ์ Risk-Based Pricing เพื่อลดภาระการตั้งสำรองในอนาคต

ทั้งนี้ เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของสินเชื่อ โดยยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในหลายผลิตภัณฑ์เริ่มสูงกว่ายอดชำระคืน ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต TTB เติบโตถึง 15% สูงกว่าตลาดรวมที่ขยายตัวประมาณ 1-2%

นายฐากร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน อาทิ ประกันควบการลงทุน Multi-Asset 15/5 และกองทุน Global Allocation (G1-2-3) มียอดขายเติบโตดี ช่วยเพิ่ม AUM อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้จากการลงทุนเติบโตเกือบ 20% จากความร่วมมือระหว่าง Eastspring, Investment Office และทีมสาขา

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ING Bank N.V. ขายหุ้น TTB ผ่านรายการ Big Lot ที่ราคา 2.64 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดที่ปิดวันก่อนหน้า (2.90 บาท) ประมาณ 8.9% ส่งผลให้มีมุมมอง Slightly Negative Sentiment ต่อหุ้น TTB ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าแผนการดำเนินธุรกิจของ TTB ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 3.50 บาท โดยคาดว่า ROE ในปี 2569-2570 จะปรับตัวดีขึ้น จากกำไรสุทธิปี 2569-2570 ที่คาดเติบโต 3% และ 1% จากปีก่อน ตามลำดับ

นอกจากนี้ คาดว่า TTB จะเพิ่ม Dividend Payout Ratio ในปี 2569-2570 เป็น 75% ส่งผลให้คาดการณ์ Dividend Yield อยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี ขณะที่งวดครึ่งแรกปี 2569 คาดว่าจะประกาศจ่ายเงินปันผล 0.066 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 2.2%

อีกปัจจัยสนับสนุนคือ TTB ยังมีวงเงินโครงการซื้อหุ้นคืนที่เหลือประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้ถึงปี 2571 โดยมองว่าการขายหุ้นของ ING เป็นปัจจัยกดดันด้าน Sentiment มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่การขายครั้งนี้เป็นการขายหุ้นเดิม จึงไม่ได้ทำให้เกิด Dilution ต่อ TTB โดยตรง

Back to top button