
SCC โชว์งบ Q3 พลิกกำไร 2.39 พันล้าน รับธุรกิจปูน-แพ็กเกจจิ้งหนุน
SCC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 พลิกมีกำไร 2,385.90 ล้านบาท จากขาดทุน 669.14 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนกำไรโต 13.38% แตะ 2.01 หมื่นล้านบาท พร้อมจับตาความคืบหน้าร่วมทุน SCGC-PTTGC เสริมแกร่งธุรกิจเคมิคอลส์
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,385.90 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 669.14 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น 3,055.04 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น ประกอบกับธุรกิจเคมิคอลส์มีผลขาดทุนลดลง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และการรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ แม้ว่าธุรกิจปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและความต้องการวัสดุก่อสร้างในประเทศที่ชะลอตัว
ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 122,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Adjusted Profit) อยู่ที่ 1,788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 635 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 1,153 ล้านบาท สะท้อนผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและภาวะตลาดที่มีความผันผวน
สำหรับผลการดำเนินงานแยกตามกลุ่มธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรสำหรับงวด 1,669 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1,710 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยชะลอตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทมีรายได้จากการขาย 40,234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าบริหารต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ภายใต้ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มีกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 32,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากราคาขายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการของกลุ่มเอสซีจี
ส่วนธุรกิจเคมิคอลส์ภายใต้ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ยังคงมีผลขาดทุนสำหรับงวด 1,738 ล้านบาท แต่ลดลงจากขาดทุน 3,999 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือขาดทุนลดลง 2,261 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีผลขาดทุน 3,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 631 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า หลังหยุดดำเนินงานชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2569 ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเคมิคอลส์มีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 905 ล้านบาท และหากไม่รวมผลการดำเนินงานของ LSP การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ และรายการพิเศษที่ไม่ใช่เงินสดอื่น ๆ จะมีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการ (Adjusted Net Profit) อยู่ที่ 921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าธุรกิจเคมิคอลส์ส่วนที่ไม่รวม LSP ยังสามารถสร้างกำไรได้ แม้ภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวน
ด้านธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ภายใต้ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD มีกำไรสำหรับงวด 314 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายในภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม รวมถึงการปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน ซึ่งช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของธุรกิจ
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 20,143.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,766.99 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น ราคาขายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และการบริหารต้นทุนของธุรกิจปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรหลังปรับปรุงรายการพิเศษในงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงด้วยรายการเงินสด (Adjusted Cash EBITDA) จำนวน 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นในภาพรวม
สำหรับฐานะทางการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทมีเงินสดและเงินสดภายใต้การบริหารจำนวน 75,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 52,447 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลงเหลือ 237,603 ล้านบาท จาก 280,259 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.6 เท่า จาก 5.5 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนความคืบหน้าในการลดภาระหนี้และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในระยะถัดไป บริษัทเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะโครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนของโรงงาน LSP ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะกลับมาเริ่มดำเนินงานในไตรมาส 2/2570 รวมถึงการขยายธุรกิจวัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือความคืบหน้าของแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีระหว่าง SCGC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ภายหลังทั้งสองบริษัทลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสำคัญ ได้แก่ โพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) โดยมีเป้าหมายผสานศักยภาพด้านการผลิต การบริหารต้นทุน และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งสองบริษัทเปิดเผยว่า การศึกษาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังดำเนินไปตามแผน โดยอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) ควบคู่กับการเจรจาเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และการประเมินมูลค่าประโยชน์ร่วม (Synergies) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการผสานศักยภาพและสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย โดยภายใต้โครงสร้างเบื้องต้นที่อยู่ระหว่างการศึกษา PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
สำหรับความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าสรุปรายละเอียดสำคัญของธุรกรรมภายในเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม และมูลค่าประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะได้รับ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจารายละเอียด รวมถึงต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ SCC มีกำหนดจัดงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ในวันที่ 29 ตุลาคม 2569 โดยมีนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงผลการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีแล้ว นักลงทุนยังต้องติดตามว่าผู้บริหารจะเปิดเผยความคืบหน้าของแผนร่วมทุน SCGC-PTTGC เพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะโครงสร้างการถือหุ้นและมูลค่าประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเคมิคอลส์ในระยะยาว

