
หุ้นอิเล็กฯ วิ่งคึก! DELTA นำทีมบวก 4% โบรกชู HANA เด่น เชียร์ “ซื้อ” เป้า 58 บาท
หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นยกแผง นำโดย DELTA บวกกว่า 4% รับธีมลงทุน AI ด้าน บล.โกลเบล็กเชียร์ “ซื้อ” HANA เป้า 58 บาท ส่วนบล.กสิกรไทย แนะ “ถือ” DELTA เป้า 320 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ส.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยี นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ณ เวลา 11:18 น. อยู่ที่ระดับ 259.00 บาท บวก 11.00 บาท หรือ 4.44% ราคาสูงสุด 263.00 บาท ราคาต่ำสุด 255.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3,576.17 ล้านบาท
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อยู่ที่ระดับ 47.25 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 2.72% ราคาสูงสุด 47.50 บาท ราคาต่ำสุด 46.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 230.88 ล้านบาท
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE อยู่ที่ระดับ 56.25 บาท บวก 1.75 บาท หรือ 3.21% ราคาสูงสุด 56.75 บาท ราคาต่ำสุด 55.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 754.40 ล้านบาท
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET อยู่ที่ระดับ 9.05 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 1.69% ราคาสูงสุด 9.20 บาท ราคาต่ำสุด 9..05 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 286.92 ล้านบาท
บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM อยู่ที่ระดับ 5.65 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.73% ราคาสูงสุด 5.75 บาท ราคาต่ำสุด 5.55 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 13.45 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของ HANA ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2571 ยังมีทิศทางแข็งแกร่ง หลังบริษัทประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 838% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แนวโน้มดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA) และธุรกิจบรรจุภัณฑ์วงจรรวม (IC) ขณะที่ผลขาดทุนของ Power Master Semiconductor หรือ PMS ในเกาหลีใต้ ซึ่งดำเนินธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) และ HANA Technologies Inc. หรือ HTI ในสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจ RFID, Microdisplays และ IC มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจใหม่ตามแนวโน้มการเติบโตแบบ S-Curve ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ระบายความร้อนสำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Cooling) ภายใต้ Phononic และธุรกิจแผงวงจรความหนาแน่นสูง (High Density PCBA หรือ HDPCBA) สำหรับอุปกรณ์ AI ที่ใช้กำลังไฟสูง
โกลเบล็กระบุว่า จากการเข้าพบผู้บริหาร ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางกำไรของ HANA ในช่วงครึ่งหลังปี 2569-2571 โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากเครื่องยนต์การเติบโต 4 ธุรกิจ และการพลิกฟื้นของ 2 ธุรกิจที่ยังมีผลขาดทุน ได้แก่ PMS และ HTI
แม้กำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 430 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 50% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีที่ 876 ล้านบาท แต่ฝ่ายวิจัยมองว่า HANA มีโอกาสรายงานผลประกอบการปี 2569-2571 สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยและค่าเฉลี่ยของตลาด
สำหรับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทั้ง 4 ธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนกำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น 31% ในปี 2569, 67% ในปี 2570 และ 30% ในปี 2571 ประกอบด้วย
ธุรกิจแรกคือ PCBA ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 53% ในปี 2570 โดยได้รับประโยชน์จากความต้องการอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ธุรกิจที่ 2 คือ IC ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 31% จากอัตราการใช้กำลังการผลิตของธุรกิจรับจ้างประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรือ Outsourced Semiconductor Assembly and Test (OSAT) ที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจที่ 3 คือ Phononic คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 3.3% โดย HANA ได้รับสัญญาขนาดใหญ่ 2 ฉบับ สำหรับรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ระบายความร้อนให้แก่อุปกรณ์ AI และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3/2569
ส่วนธุรกิจที่ 4 คือ High Density PCBA คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 6.6% โดยมุ่งรองรับอุปกรณ์ AI ที่ต้องใช้กำลังไฟสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญในการสนับสนุนรายได้และอัตรากำไรในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ PMS และ HTI ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มลดผลขาดทุนและเข้าสู่จุดคุ้มทุนภายในปี 2570 โดย PMS มีรายได้ไตรมาส 2/2569 จำนวน 93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายได้ของ PMS ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 200 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 ก่อนเข้าสู่จุดคุ้มทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
ส่วน HTI มีรายได้ไตรมาส 2/2569 จำนวน 458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนได้ภายในกลางปี 2570 จากปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น
โกลเบล็กมองว่า วงจรการเติบโตของ HANA เพิ่งเริ่มต้น และแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 2569-2571 มีโอกาสขยายตัวแข็งแกร่ง จากประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนอย่างมีวินัย และแผนธุรกิจเชิงรุกในการเพิ่มคำสั่งซื้อและสร้างการประหยัดต่อขนาดในธุรกิจ PMS, HTI, IC และ PCBA รวมถึงการเติบโตจากธุรกิจใหม่อย่าง Phononic และ HDPCBA
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสเข้าลงทุน ก่อนผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569-2570 มีแนวโน้มสูงกว่าที่ตลาดคาด จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” HANA พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 58 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2570 ที่ 35 เท่า
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า DELTA เป็นหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ประจำเดือนสิงหาคม เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่การปรับฐานของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ต่ำกว่าคาดและความกังวลด้านการลงทุนใน AI ไปมากแล้ว
ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ของ DELTA ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% จากครึ่งปีแรก หลังบริษัทคลี่คลายข้อจำกัดด้านวัตถุดิบได้ดีขึ้น ประกอบกับความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI และคำสั่งซื้อของลูกค้ายังอยู่ในระดับสูง โดยบริษัทมีคำสั่งซื้อมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เลื่อนการรับรู้รายได้ ซึ่งจะทยอยบันทึกในไตรมาส 3/2569 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 4/2569
ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2% จากไตรมาสก่อน กลับเข้าสู่ระดับใกล้ 30% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลังที่ลดลง ต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบเร่งด่วนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และสัดส่วนผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปสู่กลุ่มที่สร้างอัตรากำไรสูงขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ AI ที่ผลิตในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีอัตรากำไรสูงและมีภาระค่าลิขสิทธิ์ต่ำกว่า
สำหรับภาพรวมการลงทุนด้าน AI ฝ่ายวิจัยคาดว่า ผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Microsoft, Google, Amazon, Meta และ Oracle จะมีงบลงทุนรวมในปีนี้ประมาณ 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ NVIDIA ประเมินว่าเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 และเพิ่มขึ้นถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว
DELTA มีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว เนื่องจาก Delta Group เป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของ NVIDIA ในห่วงโซ่อุปทานระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อน โดยเงินลงทุนต่อกำลังประมวลผล 1 กิกะวัตต์ (GW) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ GW สำหรับสถาปัตยกรรม Blackwell Ultra เป็น 6-8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ GW สำหรับ Vera Rubin และอาจแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ GW ในยุค Rosa Feynman
นอกจากนี้ การขยายตัวของ Agentic AI ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและภาคธุรกิจมีแนวโน้มผลักดันปริมาณการใช้ Token เพิ่มขึ้นมากกว่า 24 เท่าจากระดับปัจจุบัน ซึ่งจะสนับสนุนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ระบบจ่ายไฟ และระบบระบายความร้อนในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือโอกาสโยกย้ายคำสั่งซื้อจากไต้หวันมายังประเทศไทย โดย KS คาดว่าสัดส่วนรายได้ของ Delta Thailand จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% เป็น 40% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หลังสัดส่วนรายได้เมื่อเทียบกับรายได้รวมของ Delta Taiwan เพิ่มขึ้นจากประมาณ 25-30% ในปี 2565 เป็น 35% ในไตรมาส 2/2569 ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจสร้างอัพไซด์ต่อกำไรสุทธิของ DELTA ประมาณ 7%
ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก KS มองว่าอยู่ระหว่างการปรับฐานของระดับมูลค่าหุ้น แม้แนวโน้มกำไรต่อหุ้นยังแข็งแกร่ง หลังดัชนี Philadelphia Semiconductor Index หรือ SOX Index ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 88% ในไตรมาส 2/2569 ก่อนปรับตัวลงประมาณ 20% ในเดือนกรกฎาคม โดยคาดว่าหากการปรับฐานสิ้นสุดลงในไตรมาส 3/2569 หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีโอกาสกลับมาสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดอีกครั้ง
ทั้งนี้ KS คงคำแนะนำ “ถือ” DELTA ให้ราคาเป้าหมาย 320 บาท พร้อมเลือกเป็นหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ประจำเดือนสิงหาคม เนื่องจากมองว่าปัจจัยลบจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ความกังวลต่อการลงทุนด้าน AI ที่อาจสูงเกินไป และแรงลดสถานะของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีอัตราทด ได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปมากแล้ว

