FSMART บุญเติม..เริ่มเต็ม..!?

แม้ว่าช่วงนี้ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART อยู่ระหว่างโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท จำนวนไม่เกิน 20 ล้านหุ้น หรือ 2.50% (วันที่ 18 เม.ย.-18 ต.ค. 2561) จากวันนั้นถึงวันนี้ FSMART ซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 19.96 ล้านหุ้น หรือ 2.49% รวมเป็นเงิน 187.02 ล้านบาท


แฉทุกวันทันเกมหุ้น

แม้ว่าช่วงนี้ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART อยู่ระหว่างโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท จำนวนไม่เกิน 20 ล้านหุ้น หรือ 2.50% (วันที่ 18 เม.ย.-18 ต.ค. 2561) จากวันนั้นถึงวันนี้ FSMART ซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 19.96 ล้านหุ้น หรือ 2.49% รวมเป็นเงิน 187.02 ล้านบาท

เป็นที่สนใจว่า “การซื้อหุ้นคืน” ดังกล่าว เสมือนเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เลยก็ว่าได้ หากย้อนไปวันที่ 29 มี.ค. 2561 ก่อนบอร์ด FSMART ลงมติซื้อหุ้นเพียง 1 วัน (บอร์ดมีมติซื้อหุ้นคืน 30 มี.ค. 2561) ราคาหุ้น FSMART ปิดที่ระดับ 9.80 บาท เป็นราคาปิดที่ทำสถิติต่ำสุด (นิวโลว์) รอบกว่า 3 ปี

หลังจากใช้เงินกว่า 187 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืนดังกล่าว และใช้เวลาซื้อหุ้นไปกว่า 2 เดือน ปรากฏว่าราคาหุ้นไม่ได้ดีขึ้นเลย ยิ่งเลวร้ายกว่านั้นราคาหุ้น FSMART กลับปรับตัวต่ำกว่าราคาในวันสุดท้าย (29 มี.ค. 2561) ก่อนบอร์ดมีมติซื้อหุ้นคืนซะด้วยซ้ำไป นั่นเท่ากับว่าการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยให้ราคาหุ้น FSMART ดีขึ้นเลย..!!

ที่สำคัญอีก 6 เดือนข้างหน้า ต้องจับตาดูกันต่อว่า FSMART จะทำอย่างไรกับหุ้นที่ซื้อคืน..จะเลือกวิธีขายในกระดานแน่นอนว่ากระทบราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือใช้วิธีการลดทุนจดทะเบียนด้วยการตัดหุ้นที่ซื้อคืนทิ้งไป เป็นวิธีเดียวกับ JAS ที่เคยใช้วิธีนี้มาแล้วกับโครงการซื้อหุ้นคืน 5 รอบที่ผ่านมา..!?

สำหรับธุรกิจ FSMART นั่นคือตู้เติมเงินที่ชื่อว่า “บุญเติม” ถือว่าได้รับแรงกดดันต่อผลกระทบเชิงลบ จากการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงิน เติมเงิน ผ่านช่องทาง Mobile Banking และประเด็น Banking Agent แม้เบื้องต้นถูกมองเป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย FSMART เป็นระดับรากหญ้ารายได้ไม่สูงนัก

แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ที่สำคัญผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคและสินค้าบริการต่าง ๆ เริ่มเข้าถึงลูกค้าโดยตรงมีการธุรกรรมทางการเงินผ่าน  Application ของตัวเอง จึงเป็นแรงกดดันต่อมาร์จิ้นของ FSMART ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

ขณะที่ผู้บริหาร FSMART เริ่มมีการปรับแผนโดยเฉพาะปี 2561 จะไม่มีการเพิ่ม “ตู้บุญเติม” เพราะต้องการบริหารจัดการตู้บุญเติมที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมค่อนข้างต่ำกว่า 30,000 ตู้ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดการให้บริการ “ตู้บุญเติม” เพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันมีอยู่ 130,000 ตู้

พร้อมกันนี้ FSMART อยู่ระหว่างพิจารณาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อรุกตลาดต่างประเทศ เริ่มจากประเทศเมียนมา โดยรูปแบบการลงทุนที่มีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง นั่นคือ 1) การขายตู้บุญเติมออกไปสู่ต่างประเทศด้วยตัวเอง 2) การร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อรุกการให้บริการตู้บุญเติมในประเทศดังกล่าว แต่เรื่องนี้ต้องรอความชัดเจนระยะถัดไป..!?

อีกจุดสำคัญ FSMART มีการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ รูปแบบแอปพลิเคชัน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนมือถือ (E-wallet) ด้วย Be Wallet (มีบริการเช่นเดียวกับตู้บุญเติม) ธุรกิจต่อยอดสำหรับกลุ่มที่ใช้สมาร์ตโฟน มีเป้าหมายผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 200,000 ราย ในปี 2561

การเปลี่ยนแปลงของ FSMART ดังกล่าว ถูกตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวางว่า “ช้าเกินไปหรือไม่..!” เพราะเชื่อกันว่า “ยุคทองตู้บุญเติม” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้บริหาร FSMART จะตีโจทย์ให้แตกและแก้โจทย์ธุรกิจให้ได้ เพื่อไม่ให้ “ตู้บุญเติม..เริ่มเต็ม.!?” อย่างที่นักลงทุนหลายคนเป็นห่วง..!??

…อิ อิ อิ…

Back to top button