
SCC ผนึก PTTGC ตั้ง JV ยักษ์ปิโตรเคมี 44:56 ดัน Synergy 6.8 พันล. ชงผู้ถือหุ้น 3 ธ.ค.นี้
SCC เผย SCGC-PTTGC บรรลุข้อตกลงหลักจัดตั้งบริษัทร่วมทุนปิโตรเคมี โดย PTTGC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือ 44% คาดสร้าง Synergy ปีละ 5.1–6.8 พันล้านบาท เตรียมประชุมผู้ถือหุ้น 3 ธ.ค.69 ก่อนขออนุมัติหน่วยงานกำกับดูแล ตั้งเป้าปิดดีลครึ่งหลังปี 2570
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ต.ค.69) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงความคืบหน้าการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Potential Joint Venture) ระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย
ล่าสุด SCGC และ PTTGC ได้บรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลักของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้ว ภายหลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสถานะเชิงลึกเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) โดยข้อตกลงครอบคลุมโครงสร้างการถือหุ้น โครงสร้างธุรกรรม และมูลค่าประโยชน์ร่วมที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน (Quantified Synergies) อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังต้องดำเนินการตามเงื่อนไขและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับโครงสร้างการถือหุ้น PTTGC จะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนสัดส่วน 56% ขณะที่ SCGC จะถือหุ้น 44% ส่งผลให้ PTTGC เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วน SCGC ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการปิโตรเคมีชั้นนำระดับภูมิภาค และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในตลาดโลก
ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนคาดว่าจะสร้างประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงานเป็นประจำ (Recurring Annual Synergy) มูลค่าประมาณ 5,100-6,800 ล้านบาทต่อปี หรือ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยประโยชน์หลักมาจากการเสริมความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์และตลาดในธุรกิจปลายน้ำ การบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ร่วมกัน
สำหรับการรวมธุรกิจครั้งนี้ จะผสานจุดแข็งของ PTTGC ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตปิโตรเคมีต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบผ่านการเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร เข้ากับศักยภาพของ SCGC ในธุรกิจปลายน้ำ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง และความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added)
ขณะเดียวกัน การรวมธุรกิจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรวัตถุดิบ การใช้กำลังการผลิตของโรงงาน การบริหารระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการจัดซื้อจัดหาและการวางแผนซ่อมบำรุงร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ในส่วนของสินทรัพย์ที่จะรวมอยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุน ฝั่ง SCGC ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในประเทศไทย รวมถึงเงินลงทุนในบริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด
ส่วนฝั่ง PTTGC ครอบคลุมสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน และเงินลงทุนในบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด
นอกจากนี้ บริษัทร่วมทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม ภายหลังหักภาษีและเงินสำรองตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงความจำเป็นด้านรายจ่ายลงทุน การลงทุนในอนาคต และเงินทุนหมุนเวียนของกิจการด้วย
สำหรับขั้นตอนดำเนินธุรกรรม SCC กำหนดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 และจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณารายการที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินการขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นภายในครึ่งแรกของปี 2570
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อนให้ครบถ้วน และจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ให้แล้วเสร็จ ภายในครึ่งหลังของปี 2570 ภายใต้เงื่อนไขการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและคู่ค้าร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผลกระทบต่อโครงสร้างงบการเงิน ภายหลังจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จ SCC จะรับรู้เงินลงทุนดังกล่าวในฐานะบริษัทร่วม และรับรู้ส่วนแบ่งผลการดำเนินงานตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) โดยสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุนจะไม่ถูกรวมอยู่ในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนของ SCC อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม SCC คาดว่าประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรของ SCGC ขณะที่เงินปันผลที่จะได้รับจากบริษัทร่วมทุนจะส่งผลเชิงบวกต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCC ในอนาคต
นอกจากนี้ SCC ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งโครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม การขยายธุรกิจปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค และธุรกิจ Cleanergy เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว

