สังคมข่าวหุ้น

*แรงซื้อกลับ จากสถิติย้อนหลังไป 10 ปี เดือน ก.ค.หุ้นไทยมักจะรีบาวด์ หรือ มีฟันด์โฟลว์เข้ามา วานนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ตลาดพลิกตัวเป็นบวกยืนเหนือ 1,600 จุดได้ แต่นักวิเคราะห์เองก็ไม่มั่นใจว่าจะยาวหรือสั้น ต้องจับตาวันที่ 6 ก.ค.นี้ มาตรการเรียกภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ จากจีนจะเริ่มมีผลบังคับ นักวิเคราะห์มองว่าสงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


เกียรติก้อง ว่องไวยากร

*หุ้นไทยรีบาวด์แรง

*แรงซื้อกลับ จากสถิติย้อนหลังไป 10 ปี เดือน ก.ค.หุ้นไทยมักจะรีบาวด์ หรือ มีฟันด์โฟลว์เข้ามา วานนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ตลาดพลิกตัวเป็นบวกยืนเหนือ 1,600 จุดได้ แต่นักวิเคราะห์เองก็ไม่มั่นใจว่าจะยาวหรือสั้น ต้องจับตาวันที่ 6 ก.ค.นี้ มาตรการเรียกภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ จากจีนจะเริ่มมีผลบังคับ นักวิเคราะห์มองว่าสงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  จนหอการค้าสหรัฐฯ เตือนว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะนำไปสู่สงครามการค้าโลก เพราะแคนาดา เม็กซิโก สหภาพยุโรป และจีน ดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เช่นกัน งานนี้เกจิทั้งหลายเตือนนักลงทุนให้รอดูไปก่อน หลังจากทรัมป์ สั่งร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสอีกต่อไป กรณีเลวร้ายที่สุดถอยไปรับแถว 1,580-1,560 จุดจะปลอดภัยกว่า

*หุ้นกลุ่มพลังงานในเครือ ปตท. นักลงทุนเริ่มคลายกังวล PTTGC ซึ่งเป็นบรัษัทแม่ของ GGC มีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา หลังนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าผลกระทบจะมีไม่มาก กรณีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบของบริษัท จีจีซี หายไปมูลค่า 2.1 พันล้านบาท แนะซื้อ PTTGC ให้ราคาเหมาะสมที่ 100 บาท ขณะที่สุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี IRPC บริษัทลูกของ ปตท. มีความมั่นใจว่าไตรมาสที่ 2 นี้ผลประกอบการจะออกมาดีกว่า Q1 จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น รายได้ส่งเข้าบริษัทแม่ก็คาดว่าจะดีขึ้นด้วย ชดเชยรายได้ส่วนที่คาดว่าจะหายไปจากพีทีทีจีซีได้บ้าง โดยรวมแล้วกลุ่มนี้ก็ยังน่าลงทุนอยู่ดี ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังอยู่ระดับ 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล

*กลุ่มแบงก์ใกล้ประกาศงบ มองกันว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มแบงก์ขนาดเล็กและกลางจะดีกว่าแบงก์ใหญ่ จากผลกระทบการยกเว้นค่าธรรมเนียม ถ้ามองให้ดีแบงก์เล็ก อาจไม่ใช่เป้าหมายการขายของสถาบันและต่างชาติ ดังนั้นจึงน่าจะปลอดภัยจากแรงขายของ 2 กลุ่มดังกล่าว TISCO ของเฮียปลิว มังกรกนก ประธานคณะกรรมการ และ KKP ของตระกูลวัธนเวคิน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะผลประกอบการคาดว่าจะออกมาดีในไตรมาสที่ 2 นี้

*หุ้นบริโภคภายในประเทศ และหุ้นในกลุ่ม SET100 เป็นหุ้นที่สถาบันรอจังหวะซื้อกลับ ที่นักวิเคราะห์ แนะนำ ได้แก่ AMATA ของเฮียวิกรม, CPALL ของกลุ่มเจียรวนนท์ รวมทั้ง IVL, STEC, ROBINS, ERW ล้วนเป็นเป้าของสถาบันซื้อ ใครที่มีก็รอจังหวะโยนให้กองทุนฯ แต่ถ้าไม่มีก็เข้าเก็บได้ ระวังอย่างเดียวสงครามการค้าอาจกระทบแรง

*หุ้นลงลึกเด้งแรง อย่างหุ้น JAS ของเฮียพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ช่วงก่อนหน้านี้ร่วงหนัก มาวานนี้เริ่มฟื้นตัว เป็นหุ้นที่มีวงสวิงค่อนข้างรุนแรง ใครชอบหุ้นแบบนี้ก็น่าสนใจ เพราะลงมากก็ขึ้นมากเช่นกัน ผลประกอบการก็ไม่ขี้เหร่ คาดว่าปีนี้จะเติบโตกว่าปีก่อน เป้าหมายราคา 7.20 บาท

*ส่วน SUPER ของเฮียจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานกรรมการบริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น ต้องขอบอกว่า อึ้ง ทึ่ง เสียว จริง ๆ ราคารูดกันเห็น ๆ ตอนเช้าขึ้น ตอนบ่ายร่วง ใครไม่เป็นโรคหัวใจ ยอมรับความเสี่ยงได้ก็เล่นได้ สำหรับหุ้นตัวนี้ ได้เสียภายในเสี้ยววินาที ติดตามการออกการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานคาดว่าจะทำให้ราคาหุ้นฟื้นตัวได้ แนวต้าน 0.83-0.95 บาท

*เมื่อวานนี้ BFIT มีซื้อขายบิ๊กล็อตปริศนา จำนวน 17,560,176 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 526,805.28 บาท และมีราคาซื้อขายเฉลี่ย 30.00 บาท ซึ่งคนที่รับซื้อไปจะมีสัดส่วนการถือครองหุ้น 8.40% และสมมติว่าหากบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มแก้วบุตตา ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่แล้ว 36.35% และเป็นฝ่ายทำบิ๊กล็อตหรือซื้อเพิ่มเข้ามา จะทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น 44-45%

*หุ้นร้อนประจำวันที่ 3 ก.ค. 2561 ที่มีราคาและมูลค่าซื้อขายปรับขึ้นแรงและอยู่ระหว่าง (Trading Alert List) และขยายช่วงดำเนินการ คือ บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) หรือ OCEAN ทำให้เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ต้องใช้เกณฑ์ Cash Balance (ซื้อขายด้วยเงินสดทั้งจำนวน) มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.-24 ก.ค. 2561

Back to top button