“ฟินันเซีย” ชู THANI เด่นกลุ่มเช่าซื้อรถบรรทุก คาดกำไรปี 69-71 โต 12.3%

บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ประเมินกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อรถบรรทุกผ่านจุดต่ำสุด เริ่มฟื้นตัวในปี 2567-2568 คาดภาพรวมกำไรปี 2569-2571 เติบโตเฉลี่ย 12.3% ต่อปี พร้อมชู THANI โดดเด่นกว่า ASK ให้ราคาเป้าหมาย 2.29 บาท รับอานิสงส์แนวโน้มกำไรชัดเจนและมีความเสี่ยงขาลงจำกัด


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยว่า ทิศทางกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อรถบรรทุกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงปี 2567-2568 สะท้อนจากยอดขายรถบรรทุกที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของผู้ประกอบการในช่วงก่อนหน้า

โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหุ้นในกลุ่มประเมินว่า บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการเติบโตของสินเชื่อมากกว่า บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK เนื่องจากสภาพแวดล้อมของธุรกิจรถบรรทุกยังต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว ขณะที่ ASK มีปัจจัยบวกจากคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านการตั้งสำรองในระยะถัดไป และทำให้ภาพรวมความเสี่ยงด้านสินทรัพย์มีทิศทางผ่อนคลายลง

อย่างไรก็ดี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น THANI มากกว่า ASK เนื่องจากมองว่า THANI มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนกว่า และมีความเสี่ยงขาลงต่อการปรับประมาณการกำไรค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับระดับราคาปัจจุบัน อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเช่าซื้อรถบรรทุก หากความต้องการสินเชื่อกลับมาเติบโตต่อเนื่องตามกิจกรรมขนส่งและการลงทุนภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อคุณภาพพอร์ตและรายได้ดอกเบี้ยในระยะกลาง

สำหรับมุมมองเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายวิจัยประเมินว่า THANI ยังเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มเช่าซื้อรถบรรทุก ภายใต้แนวโน้มกำไรที่มีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนและความเสี่ยงด้านประมาณการที่จำกัด โดยให้ราคาเป้าหมาย THANI ที่ 2.29 บาท ขณะที่ประเมินราคาเป้าหมาย ASK ไว้ที่ 11.00 บาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของผลประกอบการ THANI ในรอบปี 2569-2571

อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจะเริ่มผ่านพ้นช่วงต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวยังมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยคาดการณ์กำไรรวมของกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อรถบรรทุกในช่วงปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ยสะสมที่ระดับ 12.3% ต่อปี โดยมีแรงหนุนหลักจากส่วนต่างสินเชื่อที่มีแนวโน้มปรับตัวกว้างขึ้น หลังต้นทุนทางการเงินเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าประชุมนักวิเคราะห์ ทำให้มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น เนื่องจากผู้บริหารเริ่มเปลี่ยนแนวทางจากการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมาก กลับเข้าสู่การดำเนินงานในระดับปกติ

โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์รถบรรทุกมือสองที่แข็งแกร่งขึ้น ทรัพย์สินรอการขายที่ลดลงอย่างมาก และคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ทาง FSSIA จึงยังคงประมาณการผลการดำเนินงานในช่วงปี 2569-71 และคงคำแนะนำ “ซื้อ” THANI โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 2.29 บาท

ด้านเป้าหมายการดำเนินงาน THANI ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2026 ที่ระดับ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทำได้ 4.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของเป้าหมายทั้งปี ขณะที่ผู้บริหารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 10-15% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของ FSSIA ที่คาดว่าจะเติบโตราว 12% ในปี 2026 แผนการเร่งปล่อยสินเชื่อในปัจจุบันยังได้รับแรงหนุนจากการแข่งขันที่ลดลงหลังผู้เล่นรายเล็กชะลอการทำธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังเน้นย้ำว่าตลาดรถบรรทุกมือสองจะเป็นกลุ่มการปล่อยสินเชื่อหลักของ THANI ในปี 2026 โดยบริษัทได้เพิ่มความสำคัญและขยับสัดส่วนสินเชื่อกลุ่มรถบรรทุกมือสองขึ้นเป็น 33% ของพอร์ตสินเชื่อรถบรรทุก จากระดับ 28% ณ สิ้นปี 2025 สอดคล้องกับภาวะตลาดรถบรรทุกมือสองที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 เป็นต้นมา ปัจจัยดังกล่าวช่วยให้จำนวนทรัพย์สินรอการขายลดลงจากจุดสูงสุดที่ราว 900 คัน เหลือต่ำกว่า 300 คันในปัจจุบัน ขณะที่จำนวนรถยึดเฉลี่ยต่อเดือนก็ลดลงมาอยู่ที่ราว 50 คัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ราว 80 คัน

ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อในช่วงปี 2567-68 และการบริหารจัดการลูกหนี้เชิงรุก โครงสร้างลูกหนี้ของ THANI ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ราว 60% และผู้ประกอบการรายย่อยราว 40% ซึ่งกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งมากกว่าและสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้ดีกว่า ขณะที่ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้มีสัดส่วนเพียง 5-6% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 THANI มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 340 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่สำคัญคือแนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 โดยในช่วงไตรมาสแรก THANI ได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 1.0 พันล้านบาท ที่ต้นทุนดอกเบี้ย 2.10% เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดมูลค่า 2.0 พันล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย 2.82% และในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีก 7.6 พันล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย 3.56% จึงเปิดโอกาสให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงจากการรีไฟแนนซ์เพิ่มเติม

ทั้งนี้ FSSIA ได้คงสมมติฐานต้นทุนทางการเงินของ THANI ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 2.9% แต่อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของแนวโน้มในไตรมาสที่ 2 ยังมีจำกัด เนื่องจากช่วงเดือนเมษายนมีวันหยุดหลายช่วง ทำให้ต้องรอประเมินข้อมูลในเดือนพฤษภาคมเพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และความต้องการสินเชื่อต่อไป

Back to top button