หุ้นพี/อี 1,700 เท่า สำหรับผู้กล้า

ผลประกอบการที่ย่ำแย่เพราะอานิสงส์เชิงลบจากการแพร่ระบาดปีที่สองของโควิด-19 ทำให้ AU มีค่าพี/อีที่พุ่งแรงแซงหน้า โดยมาตรฐานถือว่าแพงเกินเหตุ


ผลประกอบการที่ย่ำแย่เพราะอานิสงส์เชิงลบจากการแพร่ระบาดปีที่สองของโควิด-19 แม้ว่าในตอนสิ้นงวดบัญชีสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมาจะทำให้บริษัทเจ้าของหุ้นฉายา “หุ้นน้ำแข็งใส” อย่าง บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU มีค่าพี/อีที่พุ่งแรงแซงหน้า เป็นหุ้นที่ราคานิ่งแต่โดยมาตรฐานถือว่าแพงเกินเหตุที่เทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้นแล้ว แพงสุดในระดับหัวแถวเลยทีเดียว

ราคาหุ้นล่าสุดใต้ 10.00 บาท แต่ค่าพีอีที่ 1,707 เท่า แถมยังมีกำไรสะสมเหลือน้อยมากเพียงแค่ 7 ล้านบาทเศษเท่านั้น น่าสยดสยองไม่ธรรมดาทีเดียวแต่ผู้ถือหุ้นก็ยังเหนียวแน่น หาเหตุผลไม่ได้ เพราะ AU ถือเป็นหุ้นที่ราคาแรงโดยหาเหตุผลอธิบายยากในตลาดหุ้นไทยยามนี้ มาตั้งแต่แรกเข้าในตลาดฯ ด้วยราคาพาร์เพียงแค่ 0.25 บาท หรือ 1 สลึงเท่านั้น เป็นปรากฏการณ์พิเศษที่อาจจะถือเป็นข้อยกเว้นได้

ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารของบริษัทนี้ พยายามปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด จากการที่รายได้จากการทานในร้านคิดเป็น 90% ของยอดขายรวมของ AU ในช่วงก่อนที่ COVID จะระบาด ได้ลดลง หลังจากที่เกิดโรคระบาดเนื่องจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการกินอาหารในร้าน และไม่มี นักท่องเที่ยวมากเหมือนเดิม เปลี่ยนมาเป็นการขายของนำกลับบ้าน และลูกค้าขาจรมากขึ้น

การปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ด้วยการงัดกลยุทธ์ใหม่ได้แก่ 1) ปรับพื้นที่บางส่วนของร้านเป็น After You Marketplace ซึ่งมีการวางจำหน่ายสินค้าใหม่สำหรับการซื้อกลับบ้าน เพื่อเพิ่มยอดขายต่อใบเสร็จ 2) เปิด cloud kitchen เพื่อสนับสนุนบริการ delivery 3) เน้นไปที่ร้านแบบ pop-up stores เพื่อเพิ่ม ความสะดวกให้กับลูกค้า และ 4) เปิดดำเนินการร้าน Mikka Cafe

กลยุทธ์ เหล่านี้น่าจะช่วยหนุนยอดขายของ AU และช่วยบรรเทาผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงของลูกค้าที่ทานอาหารในร้าน ไม่ให้ลดลงได้ไม่น้อย ทำให้ยอดรายได้จากการขายลดลงไปแค่ 19% แต่ก็มีผลต่อกำไรที่เปลี่ยนเป็นขาดทุนต่อเนื่องในไตรมาสที่สองและสาม……ยังดีที่ไตรมาสที่สี่สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ทำให้ทั้งปีสามารถบันทึกกำไรได้ที่4.04 ล้านบาท แม้จะลดลงไปมากถึง 93% จนบริษัทต้องงดจ่ายปันผลประจำปีไปเรียบร้อย

การพยายามเดินหน้า กลยุทธ์ขยายแฟรนไชส์ Mikka Cafe ทั้งในแบบที่ถือหุ้นร่วมเอง และในแบบแฟรนไชส์ใหม่ โดยในระยะต่อไปบริษัทมีแผนจะเพิ่มจำนวนสาขาร้าน Mikka Cafe เป็น 100 ร้านภายในสิ้นปีนี้ และจะขยายเป็นประมาณ 500 สาขาทั่วประเทศในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งรายได้จากร้านแบบใหม่นี้เพิ่มเป็น 10-15% ของรายได้รวมจากปัจจุบันที่มีจำนวนสาขา ที่ระดับ 62 ร้าน ซึ่งคิดเป็น 2% ของรายได้รวมเท่านั้น

ปีที่ผ่านไปของ AU จึงเป็นปีที่ตกต่ำและปรับตัวที่ส่งผลให้เกิดการขาดทุนหนักเป็นปีที่สองต่อเนื่อง และน่าจะปีเดียว แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงตกต่ำและปรับกลยุทธ์แล้ว น่าจะทำให้ปีนี้และปีต่อไปเป็นช่วงฟื้นตัวของรายได้และกำไร เนื่องจากมาตรการผ่อนคลายลง และเข้าสู่ช่วง เทศกาล น่าจะส่งผลบวกในไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้ผลประกอบการน่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ รับแรงหนุนยอดขายของ AU น่าจะดีขึ้นในท้ายปี และต่อเนื่องถึงปี 2565 และ 2566 ภายใต้เงื่อนไขธุรกิจที่พยายามกลับมาปกติ

การปรับปรุงบางสาขาเป็น After You Marketplace มีการวางจำหน่ายสินค้าใหม่สำหรับซื้อ กลับบ้าน เพื่อเพิ่มยอดขายต่อใบเสร็จในช่วงวิกฤต ถือเป็นการลดความเสี่ยง และการบริหารในสถานการณ์ไม่ปกติ จะไม่ทำให้วิกฤตลดลงมากนัก แต่ก็ถือว่า สร้างความเชื่อมั่นว่าผู้บริหารยัง “สู้ไหว” ช่วงที่ขนมหวานไม่ค่อยอร่อยลิ้น ทำให้นักลงทุนพากันตอบแทนด้วยการไม่ทิ้งหุ้น ไม่ยอมให้ราคาหลุดไปใต้ระดับ 10.00 บาท ได้นานเกิน 1 สัปดาห์

นอกจากนี้บริษัทยังเปิดแบรนด์อาหารใหม่เพิ่มอีกในไตรมาสสี่ของ ปี 2564 ถึงต้นปี 2565 และการขยาย แฟรนไชส์ในฮ่องกง และจีน  โดยเฉพาะสาขา แบบ franchise แห่งแรกในต่างประเทศอยู่ที่ฮ่องกง ที่น่าจะเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบได้และคาดว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 5-8 ร้านภายในปี 2565/66 นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมจะเปิดสาขาแฟรนไชส์ร้านแรกในประเทศจีน ได้ในปีหน้าโดยตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจในต่างประเทศ จะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของยอดขายรวม

ทั้งหมดนี้ที่ผู้บริหารทำไป นอกเหนือจากการไม่ยอมก่อหนี้เพิ่ม จนกระทั่งหนี้สินหมุนเวียนต่ำจนทำให้ค่า current ratio ของบริษัทนี้สูงกว่า 2 เท่า คือเบื้องหลังที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าบริษัทนี้จะสามารถทำกำไรกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง จากความขยันสู้ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร

ความเชื่อมั่นทำนองนี้ (ซึ่งหาไม่ได้ในกรณีของหุ้นอย่าง BEAUTY และ IRPC หรือ PTT) หาเหตุผลมาอธิบายยากพิลึก แต่ต้องยอมรับเลยว่า นี้คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของหุ้นที่เคยมีฉายาว่า “หุ้นน้ำแข็งใส” อย่าง AU ที่ราคาแกร่งยิ่งกว่าหินผาเสียอีก

ค่าพี/อีที่แพงลิ่วประดุจยอดตาลที่เสมือนสายล่อฟ้ากลางสนามกอล์ฟ จึงมีคุณสมบัติพิเศษสำหรับ “ผู้กล้าหาญ ซึ่งยากจะหาได้ในหุ้นสามัญตัวอื่น ๆ

ใครไม่กล้า ไปหาหุ้นตัวอื่นแทน……อิ อิ อิ

Back to top button