SET ยังรอความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

การปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จาก AAA เป็น AA+ โดย Fitch เป็นผลจาก 1.ธรรมาภิบาลถูกกัดกร่อน 2.ขาดแผนการคลังระยะกลาง 3.ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น


การปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จาก AAA เป็น AA+ โดย Fitch กล่าวว่าเป็นผลจาก (1) ธรรมาภิบาลถูกกัดกร่อน (2) ขาดแผนการคลังระยะกลาง (3) ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น จาก 3.7% ต่อ GDP ในปีที่แล้ว เป็น 6.3% ปีนี้ 6.6% ปี 2567 และ 6.9% ในปี 2568 และ (4) ค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ภาษีขึ้นเป็น 10% (เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 2.8% ในกลุ่ม AA และ 1% ในกลุ่ม AAA)

ทั้งนี้ InnovestX เห็นด้วยกับการปรับลดอันดับเครดิตครั้งนี้ และมองว่าความเสี่ยงต่อกองทุนพันธบัตรรัฐบาลอาจมีมากขึ้นในระยะต่อไป เพราะ S&P ได้ปรับลดตั้งแต่ปี 2554 และเมื่อ Fitch ปรับลดในปีนี้ ทำให้เป็นการลด 2/3 (เหลือแค่ Moody’s) ทำให้บางกองทุนที่ซื้อเฉพาะพันธบัตร AAA อาจต้องปรับลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ นอกจากนั้น InnovestX มองว่าห้วงเวลาในการปรับลดครั้งนี้น่าสนใจ เนื่องจากสภาวะตลาดการเงินยังดีอยู่ ซึ่งหาก Fitch ปรับลดในช่วงที่มีความเสี่ยงด้านการคลัง เช่น ช่วงเวลาต่อเพดานหนี้ หรือช่วงที่เสี่ยงต่อการเกิด Government Shutdown จะยิ่งทำให้ตลาดการเงินผันผวนขึ้น 

ดังนั้น InnovestX มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Fitch ปรับลดอันดับในช่วงนี้คือประเด็นด้านการเงิน โดยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะยิ่งทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม InnovestX เชื่อว่าหากเศรษฐกิจชะลอลงและเข้าสู่ภาวะ Recession ในระยะต่อไป จะทำให้ในที่สุดแล้ว Fed จะลดดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นลดลง และทำให้การถือครองสินทรัพย์เหล่านั้นได้ผลตอบแทนที่ดีได้ 

อย่างไรก็ตาม InnovestX เชื่อว่าการถือครองตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงสูงเช่น High yield bond จะมีความเสี่ยงมากขึ้นท่ามกลางดอกเบี้ยที่จะยังสูงในระยะสั้นและความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ในส่วนของนโยบายการเงินโลก ที่มีการขึ้นดอกเบี้ยทั้งใน Fed ECB และ ธปท. รวมถึงมีการขยายช่วงควบคุมผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือ Yield Curve Control นั้น InnovestX มองว่าเป็นความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเห็นเด่นชัดขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงน้อยลง แต่ธนาคารกลางต่าง ๆ ก็ยังคงเร่งทำนโยบายการเงินตึงตัว ซึ่งอาจทำให้ Momentum เศรษฐกิจที่ชะลออยู่แล้วเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะต่อไปได้

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น InnovestX มองว่า SET ยังเคลื่อนไหวในกรอบ เนื่องจากรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเข้าสู่ช่วงติดตามผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 ของหุ้น Real Sector ท่ามกลางการคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศมองตลาดจับตาตัวเลขเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 ที่จะทยอยออกมาซึ่งคาดมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ช้าในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้ 

1) หุ้นที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 จะยังเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนเลือก ADVANC, BEM, GULF 

2) เก็งกำไรหุ้นที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 มีโอกาสดีกว่าตลาดคาด เลือก AOT, MINT 

3) หุ้นที่งบไตรมาส 2/2566 ออกมาดีแล้ว และคาดงบจะดีต่อในช่วงไตรมาส 3/2566 เลือก SCGP 

ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับ 1) หุ้นที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 จะออกมาอ่อนแอ และมีโอกาสตลาดจะปรับลดประมาณการ อาทิ กลุ่มอาหาร (TU, CPF, GFPT, BTG) และกลุ่มหลักทรัพย์ (ASP, MST) และ 2) หุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญจากกำลังซื้อภาคเกษตรที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (GLOBAL) กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG มีต้นทุนน้ำตาลสูง) กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (CKP) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF, GFPT)

Back to top button