
ช่วงสั้น SET มีโอกาสพักตัวบ้างบนฐานใหม่ ติดตามทิศทาง Fund Flow
InnovestX มองว่า ภาพรวมข้อมูลสะท้อนความแตกต่างของเศรษฐกิจจีนที่ยังชัดเจนระหว่างภาคส่งออกและการผลิตที่แข็งแกร่ง
InnovestX มองว่า ภาพรวมข้อมูลสะท้อนความแตกต่างของเศรษฐกิจจีนที่ยังชัดเจนระหว่างภาคส่งออกและการผลิตที่แข็งแกร่ง กับอุปสงค์ในประเทศ การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ โดย InnovestX คาดว่า GDP จีน ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 4.2% ต่ำกว่าตลาดคาดที่ +4.5% ทั้งนี้มองว่าการตั้งเป้าหมาย GDP ของปี 2569 ในเดือน มี.ค. มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการตั้งธงในการกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 2569 โดยตอนนี้ตลาดยังคงเสียงแตกระหว่างการตั้งเป้าหมายที่ราว 5% ตามเดิม หรือ ตั้งเป้าต่ำลงมาให้อยู่ในช่วง 4.5%-5.0% ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่ยังซบเซาและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินนโยบายในช่วงต้นปีและท่าทีของทางการจีน InnovestX ยังมองว่า ทางการจีนจะยังตั้งเป้าหมายที่ ราว 5% ตามเดิม
InnovestX มองว่า สุนทรพจน์ของ ปธน. ทรัมป์ กำลังใช้กลยุทธ์การเจรจาแบบ Art of the Deal คือ การเริ่มต้นด้วยการเรียกร้องสูง (ยึดกรีนแลนด์) พร้อมกับการแสดงพลัง (กรณีเวเนซุเอลา) และการใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี) เพื่อบีบให้อีกฝ่ายมาโต๊ะเจรจา InnovestX มองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจมีข้อตกลงระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ในประเด็นกรีนแลนด์ในระยะต่อไปโดยสหรัฐฯ อาจไม่จำเป็นต้องยึดกรีนแลนด์ด้วยกำลัง แต่อาจได้สิทธิพิเศษบางอย่าง เช่น การขยายฐานทัพในกรีนแลนด์ การเข้าถึงแร่หายากและทรัพยากรธรรมชาติ หรือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในทางกลับกัน ยุโรปก็อาจได้รับการรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และการผ่อนปรนเรื่องภาษีการค้า
สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET มีโอกาสพักตัวบนฐานใหม่หรือแกว่งตัวออกข้างในกรอบ 1,270–1,345 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการไหลเข้าของ Fund Flow หลังกลับมาซื้อสุทธิในสัปดาห์ก่อน, การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/68 ของหุ้น real sectors, นโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยภายนอกติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 28-29 ม.ค. โดยแม้ตลาดคาดเฟดจะคงดอกเบี้ยแต่ต้องจับตาการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป, ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” สำหรับ 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
- หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 4/68 จะเติบโตเด่นเกิน 10% YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC, BGRIM, CHG, GPSC, GULF, OR และ PRM
- หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SETESG Rating A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP, DIF, KTB, PTT, TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI
- Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL, CPALL, CPN, HMPRO, SAWAD, WHA
2) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL, BJC, CPN) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT, OSP) กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP, PTT
นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล
ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team
บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX