OR งบเด่น กำไรพุ่ง Valuation ไม่แพง.!

เป็นอีกไตรมาสที่ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผิดหวัง เมื่อบริษัทรายงานงบไตรมาส 3/68 พลิกมีกำไร


คุณค่าบริษัท

เป็นอีกไตรมาสที่ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผิดหวัง เมื่อบริษัทรายงานงบไตรมาส 3/2568 พลิกมามีกำไรสุทธิ 2,614.26 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,608.74 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน

เนื่องจากค่าการตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.02 บาทต่อลิตร กลับสู่ระดับปกติ เพิ่มขึ้นจาก 0.85 บาทต่อลิตรในไตรมาส 2/2568 และ 0.51 บาทต่อลิตรในไตรมาส 3/2567 เนื่องจากค่าการตลาดน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น หลังจากที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนกลุ่มน้ำมันพลิกจากติดลบมาเป็นบวกตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงได้รับผลบวกจาก FX gain และกำไรจากตราสารอนุพันธ์

ในขณะที่ปริมาณยอดขายน้ำมันของ OR ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน เป็น 5,933 ล้านลิตร เพราะได้รับผลกระทบจากฤดูฝน ส่วนกลุ่ม lifestyle ยอดขายกาแฟ Café Amazon ทำลายสถิติใหม่ที่ 109 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 2 ล้านแก้ว จาก 107 ล้านแก้วในไตรมาส 2/2568 ช่วยชดเชยธุรกิจ Global ที่ลดลงมาก มาอยู่ที่ 166 ล้านบาท ลดลง 62% จากไตรมาสก่อน และ 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามธุรกิจในกัมพูชาจากปริมาณขายน้ำมันและกาแฟ Amazon ลดลง

ส่งผลให้งวด 9 เดือนของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 9,225.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,650.94 ล้านบาท โดยมีรายได้ขายและบริการ 303,188 ล้านบาท ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ขายและบริการ 538,054 ล้านบาท

จากผลงานที่โดดเด่น ทำให้นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อ OR มากขึ้น โดย บล.กรุงศรี ระบุว่า บริษัทคงแผนกลยุทธ์ การตลาดที่เน้น eco-system มากกว่ากลยุทธ์แข่งขันราคา และไม่เน้นการเร่งขยายสาขาเพื่อเพิ่ม volume แต่จะเน้นบริหารต้นทุนเพื่อเพิ่มมาร์จิ้น โดยการเติบโตในปี 2569 ผู้บริหารคาดมาจากธุรกิจ Lifestyle ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง และธุรกิจ Mobility ที่ปริมาณขาย Jet เพิ่ม และรักษาระดับกำไรขั้นต้นต่อลิตรราว 1 บาทต่อลิตรได้

โดยคงมุมมองธุรกิจ Mobility ฟื้นตัวตามกำไรขั้นต้นต่อลิตร จากการแทรกแซงของรัฐมีแนวโน้มลดลง และ Lifestyle เติบโตตามการขยายสาขา หนุนกำไรปกติโตต่อเนื่องเฉลี่ย 23% CAGR ในขณะที่ PER ราว 14-15 เท่า

ด้าน บล.ดาโอ มีมุมมองเชิงบวกต่อ OR เนื่องจาก 1) คาดในไตรมาส 4/2568 ปริมาณขายน้ำมันเฉลี่ยในประเทศจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ตามจำนวนวันหยุดที่สูงขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี อย่างไรก็ดี เชื่อว่าปริมาณขายน้ำมันในต่างประเทศจะทรงตัวต่ำ หลัก ๆ จากปริมาณขายที่ลดลงในประเทศกัมพูชาจากเหตุขัดแย้งระหว่างประเทศ

2) เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร (GP/litre) จะยังคงสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่น่าจะลดลงจากไตรมาสก่อน ตามแนวโน้มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวลง และ 3) แผนธุรกิจ 5 ปีใหม่ยังคงเน้นไปที่การลงทุนในธุรกิจ Mobility ขณะที่ลดการลงทุนในธุรกิจ Lifestyle และ Global ลง แต่ยังมีเงินสำรองสำหรับการทำดีล M&A ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568/2569 ที่ 1.08/1.08 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 7.7 พันล้านบาทในปี 2567

สำหรับการประเมินมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันราคาหุ้น OR ซื้อขายกันที่ P/E ระดับ 12.86 เท่า เทียบกับ P/E ตลาดโดยรวมที่ระดับ 15.41 เท่า ถือว่าราคาซื้อขายต่ำกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม ถ้าดู P/BV ที่ระดับ 1.40 เท่า ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ปัจจุบันซื้อขาย P/BV เฉลี่ยที่ 1.19 เท่า โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 16.65 บาท จากราคาต่ำสุด 14.00 บาท และราคาสูงสุด 21.00 บาท

Back to top button