
กำไรบจ.ท่ามกลางเศรษฐกิจปี’68
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 กลายเป็นโจทย์หินพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหาร บจ. อย่างแท้จริง เมื่อตัวเลขผลประกอบการที่ ตลท. ประกาศออกมาสะท้อนสภาวะกำไรสุทธิปรับขึ้น 20.5%
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 กลายเป็นโจทย์หินพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อย่างแท้จริง เมื่อตัวเลขผลประกอบการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศออกมาสะท้อนสภาวะกำไรสุทธิปรับขึ้น 20.5% แต่รายได้หลักจากการดำเนินงานกลับหดตัวลง 9.5% ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีแต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเผชิญพายุหลายลูกพร้อมกัน
สาเหตุที่ยอดขายรวมของบจ.ใน SET ลดลง 7.2% มาอยู่ที่ 16.3 ล้านล้านบาท มาจากปัจจัยลบในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักอันเป็นฟันเฟืองของประเทศ โดยเฉพาะหมวด “พลังงานและปิโตรเคมี” ที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันโลก ที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับกลุ่ม “ธุรกิจการเงิน” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้งช่วงปีเดียว เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตามจากตัวเลขกำไรสุทธิระดับ 1.1 ล้านล้านบาท กลับไม่ได้มาจากความสามารถในการขายสินค้า หรือบริการที่เพิ่มขึ้น ทว่ามาจาก “กำไรทางบัญชี” ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ (M&A) การปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่เพื่อลดต้นทุนแฝง รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินและกำไรจากการลงทุนมาช่วยพยุงบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนเอาไว้
นี่คือสถานการณ์พิเศษช่วงที่การเติบโตโดยธรรมชาติ (Organic Growth) ทำได้ยากยิ่ง..
ท่ามกลางตัวเลขกำไรภาคการผลิตและอุตสาหกรรมหนักไม่ดีนัก “กลุ่มอาหาร” ถือว่าเติบโตสวนกระแสจากราคาดีขึ้น ปัจจัยการผลิตต้นน้ำอย่างไก่และน้ำมันปาล์มขยับตัวสูงขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเศรษฐกิจหดตัว สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานยังคงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่แข็งแกร่ง
“กลุ่มการแพทย์” โรงพยาบาลและบริการสุขภาพยังรักษาระดับการเติบโตได้ดี จากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและความต้องการบริการทางการแพทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เป็นดีมานด์ที่ไม่อ่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก
“กลุ่มเทคโนโลยี” ถือเป็นกลุ่มโดดเด่นสุดจากการเข้าสู่ “Digital Transformation” อย่างเต็มรูปแบบ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและซอฟต์แวร์กลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าความฟุ่มเฟือย
ขณะที่ตัวเลขผลประกอบการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นแหล่งรวมบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยมีกำไรสุทธิปรับลดลง 64.3% สาเหตุสำคัญ คือ บริษัทขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าและมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ที่ปรับลดลงได้ยากกว่าบริษัทใหญ่เมื่อรายได้ลดลงเพียงเล็กน้อยแต่ต้นทุนคงที่ยังสูง จึงเกิดทำให้กำไรลดลงอย่างชัดเจน
จากสถานการณ์ปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มขยับตัวเข้าสู่การบริหารจัดการที่เน้น “คุณภาพและความคล่องตัว” มากกว่าการเน้น “ปริมาณ” การลดลงของอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) มาอยู่ที่ 1.28 เท่า แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังการก่อหนี้และการรักษาสภาพคล่องรัดกุมมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนสิ่งที่ต้องจับตาปีนี้ไม่ใช่เพียงแค่บรรทัดสุดท้ายของกำไรสุทธิ แต่คือ “คุณภาพของกำไร” ว่ามาจากการดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่ เพราะกำไรจากรายการพิเศษหรือการควบรวมกิจการนั้น เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวนสูง การเลือกบริษัทที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่